Mango Zero

Idol’s Life – BHX ความสามารถที่ซ่อนอยู่ใต้ความแสบซน และยอดวิวหลักล้านที่ไม่ได้บันดาลจากโชคช่วย

BHX
ความสามารถที่ซ่อนอยู่ใต้ความแสบซน และยอดวิวหลักล้านที่ไม่ได้บันดาลจากโชคช่วย

อย่าส่ายหน้าปฏิเสธเลยว่า เด็กสมัยนี้โตไว และเก่งเกินวัยกว่าเด็กสมัยก่อน

ตัวอย่างมีให้เห็นชัดๆ ในกลุ่มเด็กผู้หญิงวัยสิบต้นๆ ศิลปินฝึกหัดของค่าย BH Brick House ที่มีชื่อจำง่ายแค่ 3 พยางค์ว่า BHX “ค่ายมีโปรเจกต์นี้ เราก็ถูกคัดเลือกเข้ามาด้วยการออดิชั่น ร้อง เต้น แรป” น้ำหวาน กัปตันวงเริ่มแนะนำ

โปรเจกต์เริ่มขึ้นมาราวๆ หนึ่งปี โดยมีน้ำหวาน น้ำ และ เปเป้ เป็นสมาชิกรุ่นแรก (พวกเธอมีชื่อยูนิตด้วยว่า Uppercat) ก่อนที่สมาชิกคนอื่นๆ จะทยอยเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้บ้านสีอิฐ “ชื่อวง BHX ย่อมาจาก BH Exploration คือค่ายอยากค้นหาดาวดวงใหม่ BHX ก็เป็นพื้นที่ให้เราแสดงผลงาน และค้นหาตัวเอง” น้ำ กล่าว

พื้นที่ที่ว่าเปิดกว้างสุดๆ เด็กๆ จะมีโอกาสแต่งเพลงเอง ร้องเอง ไปจนถึงโปรดิวซ์เอง แสดงความเป็นตัวเองได้เต็มที่ ผ่านเพลงป็อปในแบบที่พวกเธอชอบ รวมถึงได้ฝึกร้อง เต้น แรป ในคลาสเรียนอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาตัวเองเป็นศิลปินที่ดีในอนาคต

โดยความช่วยเหลือของ ก๊อป โปสการ์ด นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์มือทองผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Kamikaze และเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ BH Brick House ซึ่งมีบทบาทมากๆ กับ BHX  ทุกเพลงที่น้องๆ แต่ง จะได้ครูก๊อปช่วยตบช่วยเกลาให้เข้าที่ และต่อยอดพัฒนาจนพร้อมปล่อยสู่สาธารณชน

แต่ระบบเพลงของโปรเจกต์ BHX จะต่างจากไอดอลวงอื่นสักหน่อย เพลงจะไม่ถูกนับเป็นซิงเกิลของวง แต่จะเป็นผลงานของน้องๆ แต่ละคน ใครทำและร้องเพลงไหน ก็เป็นผลงานของคนนั้น หรือกลุ่มนั้น (แต่เวลาแสดงบนเวที จะแสดงกันทั้งวง) ทำให้เด็กทุกคนในโปรเจกต์อยากผลิตผลงานที่ดีที่สุด เพื่อทั้งชื่อ BHX และชื่อเธอเอง

หนูดุนะ พี่ไหวหรอ (น้ำหวาน, น้ำ, เปเป้) เป็นเพลงแรกที่เผยแพร่ผ่านชาแนล BHX ในยูทูบ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนมีอีก 7 เพลงตามมา ได้แก่ ก็มาดิค้าบ (แพร, พิมมี่), แฟนในอนาคต (ไดอารี่, ซีต้า, ฟ้าพราวด์), พี่น่ะใจร้าย (น้ำหวาน, น้ำ), ไม่บอกหรอก (น้ำ), ฮั่นแน่ (แซวเก่งนะเนี่ย) (พิมมี่, แพร, ปอร์เช่), อยากตะโกนว่ารัก (เปเป้, ซีต้า) และ หมูของพี่ (ไดอารี่, ฟ้าพราวด์, แพร)

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นับยอดวิวทุกเพลงรวมกัน ไม่มากไม่น้อยแค่ 13 ล้านเท่านั้นเอง!

ไม่ใช่แค่เรา แม้แต่ตัวเด็กๆ BHX เองก็สงสัยว่าทำไมวิวถึงมากมายถล่มทลายขนาดนี้ “รู้สึก…โอ้โห ตกใจนิดหน่อย” น้ำ กล่าวด้วยความตกใจนิดหน่อย “ไม่ได้คิดเรื่องยอดวิวไว้เลย แค่ตั้งใจทำเพลง มีคนดูนิดนึงก็ดีใจแล้ว แต่นี่เยอะกว่าที่คิดไว้มาก ตอนแรกคิดแค่ว่าได้ทำเพลงแล้วปล่อยไป มีเพลงเป็นของตัวเองก็พอแล้ว” แพร ช่วยเสริม

กระแสบตอบรับดีมักมีของแถมเป็นความกดดัน แต่พวกเธอก็เปลี่ยนมันเป็นแรงผลักให้ตัวเองต้องเก่งขึ้น “ยิ่งทำให้เราอยากทำเพลง อยากมีผลงานดีๆ ต่อไป” ฟ้าพราวด์ บอกด้วยสายตาที่เอาจริง “อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่านี้ เพื่อที่ปล่อยเพลงใหม่ไปแล้ว คนฟังจะได้ไม่ผิดหวังในตัวเรา” แพร สรุป

อาจเพราะมันเป็นเพลงป็อปที่ใช้ภาษาทันสมัย เนื้อหาเข้าใจง่าย แต่ก็สำบัดสำนวนในที เล่นถ้อยเล่นคำอย่างสนุกสนาน ยิ่งเมื่ออยู่บนเมโลดี้ที่สละสลวย และบีทดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชวนโยก จึงไม่ยากที่เพลงจะเข้าไปนั่งในใจคนได้ตั้งแต่แรกฟัง

ซึ่งแรกฟังที่ว่า ก็คืองาน Idol Expo#2 เดบิวต์สเตจของพวกเธอ “เป็นวันที่ทั้งเพอฟอร์แมนซ์ และก็มีกิจกรรมนั่งคุยกับพี่ๆ แฟนคลับด้วย ไม่มีใครรู้จักเราเลย เพราะเราเป็นวงน้องใหม่มากๆ เลยมีคนสงสัยว่านี่ซุ้มอะไร ไม่มีใครกล้าเข้ามา จนเราต้องบอกว่า เข้ามาเลยพี่ กลัวทำไม (หัวเราะ) เลยเริ่มมีคนมารุมซุ้มจนเต็มเลย”

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเธอรู้จักกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า แฟนคลับ แต่พวกเธอเรียกว่า พี่ๆ “พี่เขาน่ารักกับเรามากๆ เรากับพี่ๆ ก็จะมีกิจกรรมเรื่อยๆ เช่น ถ่ายรูปกรุ๊ปช็อต หรือสุ่มรูปโฟโต้เซ็ตของพวกเรา” ไปจนถึงงานมีตติ้ง ที่ไม่ยิ่งใหญ่แต่อบอุ่นด้วยกำลังใจที่ล้นหลาม ส่งให้กันและกันระหว่างพี่ๆ และเด็กๆ

ถึงจะเก่งเกินกว่าวัยตัวเองสุดๆ แต่ก็อย่างที่เด็กๆ บอกเอง พวกเธอยังฝึกซ้อมกันหนักเพราะอยากเก่งขึ้นอีกในทุกวัน และหลังจากนี้เรื่องอายุคงไม่เกี่ยวแล้ว ที่เกี่ยวคือผลงานต่อๆ ไปของพวกเธอจะเป็นยังไง พัฒนาการของพวกเธอจะไปได้ไกลและไวแค่ไหน เรื่องราวหลังจากนี้ของกลุ่มเด็กสาวผู้แสบซนและความสามารถเกินวัยจะเป็นยังไง เป้าหมายของพวกเธอคืออะไร

“จริงๆ พวกเราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือได้เป็นศิลปิน พวกเรามีไอดอลเป็นของตัวเอง วันนึงเราก็อยากเป็นไอดอลให้คนอื่น เอาเราเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องเต้น ร้อง แรป แต่เป็นเรื่องทัศนคติ การเรียน การแบ่งเวลา อยากให้คนมองว่า เด็กอายุเท่านี้ แต่ทำได้ขนาดนี้ Respect ว่ะ” น้ำหวาน

ถึงพวกเธอบอกว่า ณ ตอนนี้ตัวเองยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่แค่นี้ เราก็ Respect พวกเธอจากใจจริงแล้ว

ทั้งสามคือสมาชิกแรกเริ่มของโปรเจกต์ ทำไมถึงเป็นพวกเรา

น้ำ: รู้จักกับครูก๊อป (โปสการ์ด) ครูเขาเจอหนูกับน้ำหวานเต้นกัน ดูเคมีเข้ากัน เลยมาทำเป็นเกิร์ลกรุ๊ปดีกว่า ตอนแรกมี 4 คน แต่พี่เขาออกไป 2 คน จนพี่เป้เข้ามา เลยกลายเป็นพวกเรา ยูนิต Uppercat

น้ำหวาน: หนูกับน้ำเป็นเพื่อนกัน อยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่ตอนนี้แยกแล้ว หนูขึ้นม.4 ก็ย้ายโรงเรียน

ตอนนั้นเป็นวง BHX แล้วหรือยัง

เปเป้: ตอนนั้นพวกเรายังเป็นแค่เทรนนี ยังไม่ใช่วง BHX

น้ำ: เขาจะทำเป็นเกิร์ลกรุ๊ปก่อน

น้ำหวาน: ซ้อมไปเรื่อยๆ มีงานก็ไปออก แต่พอคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ค่ายก็มีแนวทางทำไอดอล เลยกลายเป็น BHX

พอกลายเป็นวง BHX แล้วล่ะ บรรยากาศเป็นยังไง

น้ำหวาน: ตอนแรกก็ยังไม่ชิน ก็คบกันอยู่แค่สามคนนี้

เปเป้: เหมือนเรายังไม่รู้จักพวกเขา

น้ำ: แต่ก็แอบส่องจากเฟซบุ๊กนะ (หัวเราะ)

น้ำหวาน: แต่พอออกงานด้วยกัน หนูเป็นกัปตัน เวลาเขามีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาเรา เลยสนิทกันมากขึ้น ยิ่งมีเวิร์คช็อป มีเปิดใจ

รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไรว่าชอบการร้อง-เต้น

เปเป้: ตั้งแต่อนุบาล เพื่อนจะชวนไปเต้นไปร้อง หนูชอบทำกิจกรรมโรงเรียนด้วย เลยชอบในด้านนี้ แล้วก็เข้าวงการตั้งแต่ 6 ขวบ เล่นละคร ร้องเพลง ทำให้หนูชอบในด้านนี้ โตมาก็อยากเป็นศิลปิน

น้ำ: ตั้งแต่เด็ก เป็นคนชอบจังหวะ ชอบการเต้น แต่ปกติเป็นคนขี้อาย แม่เลยจับเรียนการแสดง เรียนเต้น เรียนให้หมด เรียนทุกวัน เพราะแม่ไม่อยากให้ขี้อาย โตมาก็เป็นคนเด๋อๆ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ชอบทุกอย่าง มันทำให้ไม่เครียด ทำให้ลืมทุกอย่าง ทั้งที่แต่ก่อนขี้อาย แต่ตอนนี้มันคือเซฟโซนของเรา

น้ำหวาน: จริงๆ หนูไม่ได้จะมาสายนี้เลย ไม่เคยโคจรในด้านนี้เลย เพิ่งมารู้ว่าตัวเองร้องเพลงเพราะตอนม.1 ไปแข่งของโรงเรียน ได้ที่ 1 เฉยเลย แล้วก็ขยับไปรอบจังหวัด รอบประเทศ ก็อ๋อ…เราร้องเพลงเพราะเหรอเนี่ย ทีนี้ก็ไปเต้นในงานหนึ่งกับน้ำ แล้วค่ายมาเห็น เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้มาอยู่ค่ายนี้

พอต้องแบ่งเวลามาทำตรงนี้ มันกระทบการเรียนบ้างไหม

น้ำ: ของหนูกระทบน้อยสุด เพราะหนูเป็นคนชิลๆ และเป็นคนเรียนดีอยู่แล้ว แค่เราแบ่งเวลาได้ ก็จบ

เปเป้: หนูเรียนสายวิทย์คณิต เรียนถึงหกโมง ต้องแบ่งเวลาให้ถูก แต่หนูจะแบ่งเวลามาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้ว่าเวลานี้ต้องทำอะไร มาทำตรงนี้ก็มีผลกระทบแหละ แต่หนูชอบ เลยยังทำมัน

น้ำหวาน: กระทบมาก ตอนอยู่โรงเรียนเก่า การบ้านยังไม่เยอะมาก สอบยังไม่เยอะ เรียนก็พออ่านเองได้ แต่พอขึ้นม.4 หนูย้ายมาเตรียมอุดม ด้วยโควตา ซึ่งเขาเรียนหนักมาก จากคนที่ไม่อ่านหนังสืออย่างหนู ต้องมานั่งอ่านทุกคืน แล้วหนูต้องร้องเพลงให้วงดนตรีของโรงเรียนด้วย ซ้อมของโรงเรียนเลิกห้าทุ่มเที่ยงคืน เดินทางกลับบ้านอีกชั่วโมงหนึ่ง นั่งทำการบ้านถึงตีสองครึ่ง ตื่นไปโรงเรียนตีห้า คือนอนแค่สามชั่วโมง ไหนจะซ้อมที่ค่ายอีก หนูแบบ โอ้…ฉันเพิ่ง 15 นะ ฉันยังไม่อยากตาย (หัวเราะ)

แล้วสิ่งที่ได้กลับมาล่ะ

น้ำหวาน: ได้ความคิดแบบผู้ใหญ่ เพราะเรามาอยู่ในสังคมที่เขาตั้งใจกัน เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง เพื่อไม่ให้คนมาดูถูกเรา

น้ำ: ได้ประสบการณ์ ได้เพื่อน ถ้าเราไม่ได้มาทำงานในค่าย ก็คงไม่รู้ว่าเขาทำงานกันยังไง บางทีก็เจอคนมีชื่อเสียงด้วย

น้ำหวาน: พี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่เข้ามาช่วย เราก็ไม่รู้มาก่อนว่าเขาเก่งขนาดนี้ อย่างพี่ก๊อป ก็ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นคนแต่งเพลงของ Kamikaze 90 เปอร์เซ็นต์

เปเป้: ได้ทั้งประสบการณ์ และการฝึกฝนตัวเอง ความรับผิดชอบ ที่ทำให้เราต้องขยันขึ้น เราต้องพัฒนาตัวเองในทุกๆ วันเพื่อจะเป็นคนที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ

พูดถึงเพลงที่พวกเราร้องกันสามคนหน่อย

น้ำหวาน: ชื่อเพลง ‘หนูดุนะ พี่ไหวเหรอ’ เป็นเพลงแรกของชาแนลเลย

น้ำ: เกิดขึ้นจากที่คำนี้มันเป็นกระแส

น้ำหวาน: ท่อนฮุค พี่ที่ค่ายเป็นคนแต่ง แล้วมีท่อนที่เป็นของแต่ละคน ประมาณ 8 บาร์ เป็นโจทย์ในคลาสเรียนจากค่ายที่ทุกคนต้องทำ แล้วท่อนเราถูกคัดเลือกให้เอามาทำต่อเป็นเพลง

อีก 10 ปี คิดว่าจะยังทำงานเพลงอยู่ไหม หรือจะไปทำอย่างอื่นแล้ว

น้ำหวาน: มันก็แล้วแต่อนาคต แต่ถ้าเลือกได้ ก็ยังอยากเป็นศิลปิน อยากมีชื่อเสียง อยากมีคนรู้จัก มีคนมาขอถ่ายรูปเรา มันคงรู้สึกดีที่มีคนมาขอถ่ายรูปเรา แต่ถ้าไม่ได้เป็น ก็ทำอาชีพอะไรก็ได้ที่หนูจะไม่ลำบากตอนแก่ อาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองได้

น้ำ: ตอนนั้นก็อยากมีคนรู้จักเยอะๆ เหมือนกัน พูดชื่อมาก็มีคนรู้จัก อาจเป็นศิลปินก็ได้ อยู่กับเพื่อนๆ นี่แหละ หรือไม่งั้นก็จะไปเป็นผู้กำกับ อยากสร้างหนังสักเรื่อง

เปเป้: หนูก็มีสองทาง ตั้งแต่เด็กๆ ก็คืออยากเป็นศิลปิน เดินไปไหนก็มีคนรู้จัก ได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น อีกทางคืออยากเป็นจิตแพทย์ จริงๆ อยากเป็นหมอผ่าตัด แต่จับปากกาหนูยังมือสั่นเลย ไม่เป็นก็ได้ (หัวเราะ)

ทำไมถึงมาออดิชั่น BHX

ปอร์เช่: หนูรู้จักค่ายนี้เพราะพี่ชายอยู่ในค่าย เขาก็ชวนมา ครูก๊อปก็ชวน หนูเลยชวนคนอื่นๆ มาด้วย

แพร: หนูอยากรู้จักตัวเอง และก็รู้สึกอะไรบางอย่างกับค่ายนี้ เลยมาออดิชั่น ถ้าเป็นค่ายเพลงก็ไม่เคยไปออดิชั่นที่อื่นเลย ที่นี่เป็นที่แรก

พิมมี่: หนูไปแคมป์เรียนร้องเพลง แล้วครูก๊อป โปสการ์ดก็ไป เขาเลยชวนหนูมาที่นี่

ตอนออดิชั่น เขาให้ทำอะไรบ้าง

แพร: ให้แรป ให้ร้องเพลง ให้เต้น ตื่นเต้นมาก ไม่ได้คิดว่าจะผ่านไม่ผ่าน คิดว่าจะดีไหม ในสายตาของกรรมการ เขาจะคิดยังไง

ปอร์เช่: หนูตื่นเต้นมาก แบบน้ำตาแตกเลย โอ้มายก็อด ไม่ได้ลุ้นว่าจะติดไม่ติด แต่มันมีคนเยอะ ต้องมาร้องเพลง

พิมมี่: หนูตื่นเต้นแบบ ถือไมค์มือสั่น ถึงจะเคยร้องเพลงมา แต่ก็ตื่นเต้น กดดันตัวเอง

รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไรว่าชอบเต้น ร้อง แรป

แพร: แพรเป็นคนพูดเก่งมาก คล้ายๆ จะพูดมาก (หัวเราะ) กล้าแสดงออก ชอบฟังเพลงแรปด้วย พอมาค่ายนี้ ก็มีเรียนแรป แล้วแพรเขียนแรปได้ เลยมาทางนี้เต็มตัว

พิมมี่: พิมฟังเพลงเยอะมาก แต่จะไม่ค่อยพูดเหมือนแพร ร้องเพลงมาตั้งแต่อนุบาล

ปอร์เช่: จริงๆ หนูไม่ได้มาสายร้อง เป็นสายเต้น เคยไปประกวดเต้น แต่ร้องเพี้ยน

พิมมี่: ปอร์เช่เต้นเก่งมาก มาก มาก

อยู่ตรงนี้มาสักพัก เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองยังไงบ้าง

แพร: จากวันแรก แพรเป็นคนที่ร้องเพลงแบบ..อื้ม ถามพิมเลยค่ะ

พิมมี่: เหมือนเด็กป.2 ที่ร้องเพลงไม่เป็นอะ (หัวเราะ)

แพร: คือไม่รู้ว่าต้องร้องยังไง แต่เป็นคนกล้าแสดงออก ชอบแรป เลยไม่กล้าร้องเลย จะคิดตลอดว่ามันเพี้ยน มันไม่ดี แต่ตอนนี้ก็กล้าทำมากขึ้น ร้องแบบไม่กดดันตัวเอง ก็มั่นใจขึ้น เต้นก็แข็งแรงกว่าแต่ก่อน ไม่ปวกเปียกแล้ว การแรปก็ค้นพบตัวเองมากขึ้นว่าแรปได้ แต่งได้ ไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียว

ปอร์เช่: เมื่อก่อนเป็นคนขี้เกียจมากๆ แต่ตอนนี้ก็ขยันขึ้น ส่วนเรื่องร้องก็ไม่อยากจะโม้ว่าร้องเพราะขึ้นในระดับหนึ่ง หรือเปล่า รู้สึกไปเองมั้ง (หัวเราะ)

พิมมี่: ส่วนหนูก็เข้ามาแบบไม่มั่นใจในตัวเอง ขี้กลัว ไม่กล้าร้อง ครูที่สอนก็ถามว่าทำไมไม่ปล่อยออกมา เก็บไว้ทำไม หนูเลยค่อยๆ ทลายกำแพงตัวเอง และได้ละลายพฤติกรรมกับเพื่อนๆ ด้วย เลยทำให้เรากล้ามากขึ้น อยู่นี่ก็พัฒนาเรื่องความรับผิดชอบด้วย ทั้งเรื่องเรียน เรื่องซ้อม

พูดถึงเพลงของพิมมี่กับแพรหน่อย

แพร: ชื่อเพลง ‘ก็มาดิค้าบ’ เกิดขึ้นจากคลาสแรป เป็นเพลงแนวกวนๆ ท้าๆ หน่อย ซึ่งเราสองคนต่างกันมากๆ แต่พอมาทำด้วยกันแล้วมันเข้ากันมากๆ

พิมมี่: ด้วยความเป็นเพลงแรก เลยอยากใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป

แพร: เขาบอกว่า แต่งยังไงก็ได้ให้เอนเตอร์เทน ให้สนุก บ่งบอกความเป็นตัวเองให้มากที่สุด

พิมมี่: หนูชอบแฟชั่น ก็จะมีประโยคแบบ ‘รองเท้าก็ข้างละสี เขาบอกว่าช่างกล้า’ อะไรแบบนี้

อีก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะยังทำเพลงอยู่ไหม หรือว่าทำอะไร

แพร: แพรก็น่าจะอยู่ในสายนี้ อยากทำอะไรที่จริงใจกับตัวเอง

ปอร์เช่: ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการ ก็อาจจะไปขับรถ แข่งรถเลยก็ได้ (หัวเราะ) คือเราก็บอกไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ถึงอยากจะเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็อาจจะเป็นอีกแบบนึงก็ได้

พิมมี่: เกินครึ่งชีวิต หนูอยู่กับเสียงเพลงมาตลอด รักดนตรีมาก หนูก็ว่า น่าจะอยู่ไม่ไกลเสียงเพลง ทำเพลงต่อไป จริงๆ คืออยากเป็นศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เพราะเราก็มีศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจเหมือนกัน

แล้วอีก 10 ปี คิดว่า BHXจะเป็นยังไง

แพร: บอกไม่ได้เลยอะ ไม่รู้เลย ไม่อยากคิดถึงตอนนั้นด้วย อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุดมากกว่า

ปอร์เช่: น่าจะมีรุ่นน้องใหม่ๆ เข้ามา

พิมมี่: เป็นโปรเจกต์ให้รุ่นน้องเข้ามาพัฒนาตัวเองเหมือนที่เราทำ

แพร: แต่ที่แน่ๆ พวกเราไม่น่าจะแยกกัน เพราะเรามาอยู่ที่นี่ ไม่ได้แค่ซ้อมแล้วแค่จบ แต่อยู่คลุกคลีกันเป็นครอบครัว

ทำไมมาออดิชั่น BHX

ฟ้าพราวด์: หนูไปดูโชว์ของวงพี่ที่อยู่ในค่าย วันนั้นหนูไปกับพี่พิมมี่ แล้วเจอพี่ก๊อป เขาก็ชวนให้ลองมาออดิชั่น

ไดอารี่: เพราะว่าหนูชอบการร้องเพลง และก็อยากมาลองทำสิ่งใหม่ๆ ค่ะ

ซีต้า: ตอนแรกหนูเต้นกับปอร์เช่ แล้วเขาก็ชวนให้มาทำตรงนี้ด้วยกันค่ะ

ชอบร้อง-เต้นตั้งแต่เมื่อไร

ฟ้าพราวด์: ชอบมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะ แต่ว่ายังไม่มีโอกาสมาทำอะไรอย่างนี้ เพราะต้องเรียนด้วย เลยต้องเก็บความฝันนี้เอาไว้ก่อน จนพอมีโอกาสก็ต้องคว้าไว้

ไดอารี่: หนูก็ชอบตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกัน เวลาทำแล้วหนูมีความสุข ได้เป็นตัวเองค่ะ

ซีต้า: หนูเริ่มเต้นตั้งแต่ป.1 ก็เริ่มชอบตั้งแต่ตอนนั้น

เข้ามาอยู่ตรงนี้สักพักแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองบ้างไหม

ฟ้าพราวด์: ของหนูเยอะมาก หนึ่งคือเราไม่ได้ร้องเพลงเก่ง แต่มาอยู่ที่นี่ มีครูคอยสอน มีพี่ๆ คอยดูแล จนเราทำได้ดีขึ้น

ไดอารี่: หนูรู้จักการแบ่งเวลามากขึ้น ถึงกลับจากโรงเรียนก็ต้องรีบมาซ้อม แต่ตอนสอบก็ยังมีเวลาไว้อ่านสอบ หนูเรียงลำดับความสำคัญมันได้ดีขึ้น

ซีต้า: ได้ร้องเพลงค่ะ ปกติหนูไม่ร้องเพลงเลย เพราะคิดว่าตัวเองร้องเพี้ยน แต่นี่ก็ร้องดีขึ้น

การมาทำในสิ่งที่รัก มันกระทบสิ่งที่เป็นหน้าที่หลักอย่างการเรียนไหม

ฟ้าพราวด์: ความจริงแล้ว ถ้าเรารักมันจริงๆ เราแบ่งเวลาได้อยู่แล้ว

ซีต้า: คิดว่าไม่ได้กระทบเหมือนกันค่ะ การมาทำสิ่งนี้ยิ่งทำให้เราตั้งใจเรียนมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะทำให้เราอยากเป็นแบบอย่างให้คนอื่นว่า ถึงเราจะทำกิจกรรม เราก็เรียนควบคู่ไปด้วยได้

สำหรับเรา จำกัดความคำว่าไอดอลไว้ยังไง

ฟ้าพราวด์: ในความคิดหนู ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆ ด้าน ตัวหนูเองก็มีไอดอล หนูก็มองเขาเป็นแบบอย่างที่ดี อยากทำตามเขา หนูก็อยากเป็นไอดอลให้คนทำตามเหมือนกัน

ไดอารี่: เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการทำอะไรสักอย่าง และวันหนึ่งเราก็อยากเป็นเหมือนคนนั้น

ซีต้า: เป็นทั้งแบบอย่าง และเป็นผู้นำ ถ้าไอดอลทำอะไรที่ไม่ดี คนก็อาจจะทำตามได้ งั้นเราต้องทำตัวเองให้ดี

โตขึ้นอยากเป็นอะไร มีความฝันแบบอื่นนอกจากไอดอลไหม

ไดอารี่: หนูอยากเล่นกีตาร์ ร้องเพลง ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วหนูหายเครียด อีก 10 ปีหนูก็จะทำมันต่อไป

ฟ้าพราวด์: จะยังเป็นศิลปินต่อค่ะ เพราะอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆ คน อยากมอบความสุข มอบรอยยิ้ม อยากทำให้คนอื่นมีความสุข คอยเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คน

ซีต้า: หนูคงเต้นต่อไป เพราะชินกับการเต้นมาตั้งแต่เด็ก ก็จะเต้นไปเรื่อยๆ เต้นจนแก่เลย (หัวเราะ)