ต้นแบบการ์ตูนหมีพูห์ : ประวัติ คริสโตเฟอร์ โรบิน กับชีวิตจริงนอกป่าร้อยเอเคอร์

Writer : Kreenp

: 9 สิงหาคม 2561

หมีสีเหลืองและเด็กชายคนสนิทกับเรื่องราวสุดน่ารักของการ์ตูนอมตะที่ดัดแปลงมาจากนิยายอายุกว่า 100 ปี ของ เอ.เอ.ไมลน์ ซึ่งเร็วๆ นี้กำลังจะมีภาพยนตร์ในชื่อ “Christopher Robin” ซึ่งเป็นการต่อยอดเรื่องราวของ คริสโตเฟอร์ โรบิน เด็กชายเพื่อนรักของหมีพูห์ ในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องเดินทางกลับไปในป่าร้อยเอเคอร์อีกครั้ง

แต่ชีวิตที่แท้จริงของ คริสโตเฟอร์ โรบิน เด็กชายที่ชื่อเดียวับตัวละครที่พ่อของเขาได้เป็นผู้เขียนนิยายขึ้นมา กลับไม่ได้สวยงามเหมือนเบื้องหน้าที่เราได้เห็นตัวละครกระโดดโลดเต้นกันทั้งในจอทีวีและในนิยายเท่าไหร่นัก เราจะขอพาไปดูเบื้องหลังหม่นๆ ของ “คริสโตเฟอร์ โรบิน” คนนี้กัน

เอ.เอ.ไมลน์ คือนักเขียนชาวอังกฤษซึ่งเป็นพ่อของ คริสโตเฟอร์ โรบิน ซึ่งเผชิญกับโรค PTSD (อาการเครียดเมื่อพบเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ) จากการเข้าร่วมรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ภาพหลอนตอนเข้าร่วมสงครามคอยหลอกหลอนทำร้ายเขาเสมอ

ทั้งพ่อและแม่ของคริสโตเฟอร์ โรบิน หวังจะได้ลูกสาวมาตลอด ก่อนที่เขาจะเกิดยังตั้งชื่อรอเอาไว้ว่า “โรสแมรี่” ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าอยากได้ลูกสาว เมื่อคริสโตเฟอร์โรบิน ลืมตาดูโลกพวกเขาจึงผิดหวังอย่างหนัก ที่ได้ลูกชาย แม้กระทั่งตอนที่เด็กชายโตขึ้น ก็ยังถูกจับแต่งตัวให้เหมือนเด็กผู้หญิง ไว้ผมให้ดูน่ารัก และสวมเครื่องประดับอีกด้วย

หลังจากจมปลักกับอดีตหลังสงครามมามากพอพ่อของคริสโตเฟอร์โรบิน เริ่มเขียนนิยายโดยได้รับแรงบันดาลใจจากลูกชายและตุ๊กตาของเขา โดยมีตัวเด่นคือหมีเท็ดดี้ที่ชื่อว่า เอ็ดวาร์ด ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “วินนี่” ตามชื่อหมีที่ไปพบตอนเที่ยวสวนสัตว์  และ ป่า Ashdown ที่คริสโตเฟอร์โรบินชอบวิ่งเล่นก็กลายมาเป็น ป่าร้อยเอเคอร์นั่นเอง

ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนว่า เอ.เอ.ไมลน์ ดูจะใส่ใจกับลูกและเป็นคุณพ่อแสนดี แต่คริสโตเฟอร์โรบินกลับเคยให้สัมภาษณ์ว่า “คริสโตเฟอร์ โรบินในหนังสือเป็นเพียงลูกชายในฝันที่พ่อของเขาสร้างขึ้นมา และเขาไม่ได้สนใจลูกชายตัวจริงว่าจะเป็นอย่างไร”

วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง วินนี่ เดอะพูห์ ได้รับความนิยมและโด่งดังอย่างรวดเร็ว โดยเล่มแรกขายได้มากกว่า 50,000 เล่ม ในระยะเวลาเพียง 8 อาทิตย์ในขณะที่ คริสโตเฟอร์โรบินมีอายุ เพียงแค่ 4 ขวบ ก็กลายเป็นเด็กที่มีชื่อเสียงและใครๆ ก็รู้จักไปเสียแล้ว และมีแฟนคลับมากมายที่อยากเข้าถึงและเห็นชีวิตจริงๆ ของเด็กผู้เป็นแรงบันดาลใจของวรรณกรรมสุดโด่งดังเรื่องนี้

เอ.เอ.ไมลน์ จึงตัดสินใจพาลูกชายในวัย 7 ขวบ ของเขาไปทัวร์แจกลายเซ็นด้วย รวมถึงต้องโดนถ่ายภาพมากมาย, ทำท่าทางให้เหมือนที่พ่อบรรยายไว้ในหนังสือ , ร้องเพลงต่อหน้าผู้คน ซึ่งในช่วงแรกดูเหมือนคริสโตเฟอร์ โรบิน จะมีความสุขกับการอยู่ต่อหน้าแสงแฟลชและชื่อเสียงเหล่านั้น แต่มันกลับมาทำร้ายตัวเขาในอนาคต

หลังจาก คริสโตเฟอร์โรบินอายุได้ 9 ขวบ เขาเริ่มถูกเพื่อนร่วมชั้นข่มขู่, ล้อเลียน และทุบตีทำร้าย จากทั้งความอิจฉาและอุปนิสัยที่คล้ายเด็กผู้หญิงที่พ่อแและแม่ของเขาปลูกฝังมา ทั้งยังล้อถึง “ตุ๊กตาหมีของนายไปอยู่ที่ไหนล่ะ” ฯลฯ ซึ่งการถูกกลั่นแกล้งยังดำเนินต่อเนื่องไปจนเขาอายุ 13 ปี คริสโตเฟอร์ โรบิน จึงตัดสินใจไปเรียนชกมวยเพื่อเริ่มป้องกันตัวเอง

คริสโตเฟอร์โรบินเติบโตต่อมาภายใต้ความกดดันต่างๆ จากสังคมและเรื่องต่างๆ มากมาย ทุกคนตั้งความหวังให้เค้าเป็นแบบในหนังสือและเป็นคนยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่คริสโตเฟอร์โรบินในวัยผู้ใหญ่กลับกลายเป็นแค่คนขายโป๊ะไฟธรรมดาๆ เท่านั้น และหลายครั้งที่เขามักถูกถามไถ่ถึงประวัติต่าง ทำให้เขารู้สึกไม่ดีและลำบากใจมาตลอด และต้องทำลายความคาดหวังของผู้คนที่หวังให้ชีวิตจริงของเขาเป็นแบบในหนังสือ

คริสโตเฟอร์โรบินเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 และตัดสินใจแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา “เลสลี่ย์ เดอ เซลินคอร์ท” ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะคัดค้านอย่างเต็มที่ ทั้งนี้แม่ของคริสโตเฟอร์และพ่อของเลสลี่ย์ แทบไม่ได้ติดต่อกันมากว่า 30 ปีแล้ว เพราะความบาดหมาง และอยากให้เขาแต่งงานกับ แอนน์ ดาร์ลิงตัน เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่พวกเขาอยากได้เป็นลูกสาวมากกว่า ท่ามกลางเสียงคัดค้าน คริสโตเฟอร์ โรบิน และ เลสลี่ย์ ก็ยังยืนกรานจะแต่งงานกันโดยยอมตัดขาดกับญาติพี่น้องทั้งหมด และย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ละเปิดร้านขายหนังสือด้วยกัน

แค่การที่คริสโตเฟอร์ โรบินแต่งงานกับคนที่เขารักที่เป็นลูกพี่ลูกน้องซึ่งมี DNA ที่ใกล้เคียงกันเกินไปก็เกิดปัญหาจนได้ เพราะลูกสาวของทั้งคู่ต้องพบกับโรคสมองพิการ โดยต้องการพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เหตุการณ์นี้เองทำให้คริสโตเฟอร์ โรบิน ต้องยอมติดต่อกับทางครอบครัวเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อดูแลลูกสาวของเขา จนกระทั่ง เอ.เอ.ไมลน์ คุณพ่อของเขาเสียชีวิตลง เขาก็ไม่ได้ติดต่อคุณแม่ของเขาอีก เพราะความสัมพันธ์ที่พังเกินจะเยียวยาได้ของทั้งคู่ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของคุณแม่ของเขา เธอก็ยังยืนกรานว่าไม่อยากเห็นหน้าลูกชายอีก หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิตลง ทางวอล์ทดิสนีย์ ได้ซื้อลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ วินนี่เดอะพูห์ โดยทำสัญญา 40 ปี

คริสโตเฟอร์ โรบินในช่วงวัย 60 ปี กล่าวไว้ว่า เขาสามารถเปิดหนังสือ วินนี่เดอะพูห์ได้โดยไม่รู้สึกแย่กับมันแล้ว และเริ่มปรากฎตัวกับสื่ออีกครั้ง เขาได้บริจาคตุ๊กตาสัตว์ต้นแบบของเรื่องวินนี่เดอะพูห์ แก่ห้องสมุดนิวยอร์ค ซึ่งยังมีจัดแสดงอยู่ในปัจจุบัน

เขาเสียชีวิตลงในปี 1996

 

ขอบคุณที่มาจาก : WikiPedia, CountryLiving, Anitasnotebook, Teen Mthai, The Matter, Dek-D, HistoryvsHollywood และ Toptenz 

 

 

ย้อนทำความรู้จักตัวละครใน The Incredibles ก่อนดูภาคสอง

ย้อนทำความรู้จักตัวละครใน The Incredibles ก่อนดูภาคสอง

[8.5] รีวิว 9 ศาสตรา แอนิเมชั่นฝีมือคนไทย งานภาพสุดยอด งานเสียงจัดเต็ม

ชมรถสุดเท่ จากภาพยนตร์ Transformers 5 The Last Knight พร้อมฉากสำคัญที่น่าจับตามอง

แกะศัพท์พื้นฐานในภาษามินเนี่ยน ฉบับมนุษย์หัดพูด

ขนกันมาทั้งค่าย : 36 ตัวละคร+อื่นๆ ที่มาโผล่ใน WRECK-IT RALPH 2: Breaks the Internet

What would SUPERHERO look like as the opposite sex? Take a look in our Magic Mirror to see.

Netflix จากร้านเช่า DVD สู่ผู้ให้บริการ Video Streaming มูลค่าหลายแสนล้านบาท

ดูภาพเปรียบเทียบ Zyuranger 1992 vs Power Ranger 2017

ดูภาพเปรียบเทียบ Zyuranger 1992 vs Power Ranger 2017

เปิดตัว POKEMON Detective Pikachu ภาพยนตร์ POKEMON เรื่องแรกที่ใช้คนแสดง

ประมวลผลงาน Stan Lee คุณปู่เจ้าของตำนานแห่ง Marvel

อดนอนต่อ ไม่รอแล้วนะ! 12 ซีรีส์ใหม่บน Netflix ประจำเดือนพฤศจิกายน 2018

[8/10] รีวิว Ajin Demi-Human (Live Action) มันชิบหาย ฉากสู้โคตรเท่

ฉากจบใหม่ Avengers Infinity War ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้กำกับ 10 คนนี้

iSTORIES : 4 หนังสั้นจาก 4 ผู้กำกับเลือดใหม่กับการถ่ายทอดเรื่องราว LGBT ในสไตล์ของตัวเอง