สรุปเรื่องราว #พระบิดา ลัทธิประหลาด สำหรับคนอยากรู้แต่ไม่อยากเห็น 

Writer : uss

: 12 พฤษภาคม 2565

สรุปเรื่องราว #พระบิดา ลัทธิประหลาด สำหรับคนอยากรู้แต่ไม่อยากเห็น 

เรื่องราวของลัทธิประหลาดที่เล่นกับความศรัทธาของคนบางกลุ่ม เมื่อ 3 วันก่อนได้มีการก่อกำเนิด #พระบิดา เกิดขึ้น โดยเป็นการเล่นกับความศรัทธาที่ว่าพระบิดาท่านนี้จะช่วยรักษาโรคให้กับผู้คน โดยจะเป็นการรักษาผ่านการกินขี้ไคล กินฉี่ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ออกมาจากตัวของพระบิดาท่านนี้ จนเมื่อเกิดกระแสขึ้นมาจึงทำให้แฮชแท็กพระบิดาขึ้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์เป็นอันดับ 1 พร้อมกับมีการเปิดเผยเรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้น 

ไม่เพียงแต่มีเรื่องราวที่เปิดเผยเท่านั้น ยังมีการปล่อยภาพและคลิปจากสื่อต่าง ๆ ที่ไปทำข่าว โดยเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับพิธีของพระบิดา ไม่ว่าจะเป็นคลิปกินขี้ไคล การล้างหน้าด้วยฉี่ หรือภาพศพที่ถูกพบเจอที่สำนัก เรียกได้ว่าทำหลายคนกินข้าวไม่ลงเลยทีเดียว

Mango Zero เลยขออาสาสรุปเรื่องราว #พระบิดา ลัทธิประหลาดนี้ให้ทุกคนรู้กัน ว่าเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร และพระบิดาที่ว่านี้คือใครกัน ปล. สำหรับคนอยากรู้แต่ไม่อยากเห็น (ภาพ) นะ เพราะว่าแค่นึกก็กินข้าวไม่ลงแล้ว ฮืออ 😭 

อย่ามัวรอช้า เรามาติดตามเรื่องนี้กันเล้ยยยย 🙌🏻

✨ จุดเริ่มต้น

เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อมีหญิงคนหนึ่ง อายุ 53 ปี ได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยัง “หมอปลา มือปราบสัมภเวสี” เพราะแม่ของเจ้าตัวมีพฤติกรรมแปลกประหลาด และไม่ยอมกลับบ้านนานนับปี หลังจากได้ไปอยู่สำนักฤาษีแห่งหนึ่ง 

โดยสำนักอยู่กลางทุ่งนาในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ดลกลาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เจ้าของเป็นชายชราผมยาว ไม่สวมเสื้อ และไม่อาบน้ำมานานหลายเดือน ชายคนนี้มีชื่อว่านายทวี หนันรา หรือ โจเซฟ อายุ 75 ปี ที่เชื่อว่าตนเองเป็น “พระเมตไตรยะ” หรือ “พระบิดาของทุกศาสนา” 

หลังจากหมอปลาทราบเรื่องก็ได้นำทีมพร้อมกับ “กัน จอมพลัง” (เจ้าของร้านบะหมี่จอมพลังที่โด่งดังในโลกออนไลน์) บุกสำนักประหลาด โดยทางตำรวจได้ควบคุมตัว #พระบิดา ชายเจ้าของสำนักดังกล่าว ออกจากพื้นที่ไปที่สภ.คอนสาร ได้ ซึ่งมีลูกศิษย์บางส่วนติดตามไปด้วย

โดยพระบิดาท่านนี้อ้างว่ามีความสามารถรักษาโรคภัย ด้วยการให้กินปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย เสมหะ ขี้ไคล รวมทั้งก้นบุหรี่ของตนเอง พร้อมทั้งบอกว่าตนคือ “พระเมตไตรยะ” พระบิดาที่อยู่สูงสุดแห่งจักรวาล และเป็นผู้สร้างโลก ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า “พระบิดา”

💥 “รวมหลากหลายเรื่องช็อคในสำนักประหลาดแห่งนี้” 

→ ไม่ว่าจะเป็นพบศพผู้เสียชีวิตอีก 11 ศพ ซึ่งศพเหล่านี้เป็นศพของลูกศิษย์ที่เลื่อมใส และปฏิบัติอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตโดยอ้างว่ารอทำพิธีขึ้นสวรรค์ ทุก ๆ ศพจะไม่มีการฉีดฟอร์มาลีน แต่จะต่อสายสำหรับให้น้ำเหลืองไหลลงมาและสาวกยังเชื่อว่าสามารถนำมาประทินผิว และดื่มกินรักษาโรคได้ 

→ โดย 1 ในศพที่พบ เป็นศพเด็กอายุ 1 ขวบ ที่เดิมทีเด็กคนนี้ป่วยเป็นโรคลูคีเมียแล้วพ่อแม่พามาหาพระบิดา ละก็ให้ลูกกินขี้ไคล กินฉี่ จนสรุปเด็กตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่ได้ตายเพราะลูคีเมีย

→ ขณะที่สาวกทุกคนจะไม่ใส่หน้ากากอนามัยเพราะเชื่อว่าหากอยู่ในสำนักภายใต้การคุ้มครองของ”พระบิดา” โควิด-19 จะไม่สามารถทำอันตรายกับพวกเขาได้

→ รวมทั้งพบถัง และบ่ออีกมากมายที่บรรจุไปด้วยปัสสาวะ อุจจาระของพระบิดา รวมถึงน้ำยาหมักในโอ่งดำที่หมักจากของเน่าของตายของเสียโดยหมักไว้กิน 

→ ไม่เพียงแค่นี้พระบิดายังมีการผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายให้แก่ชาวบ้านในระแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว ถั่วทอด ปลาหมึกแห้ง น้ำพริกแมงดา เป็นต้น ซึ่งภายในสถานที่ผลิตนั้นพบว่ามีหลายสิ่งมากที่ไม่ถูกสุขลักษณะ พบว่ามีหนอนไต่ในถังหมักต่าง ๆ และแน่นอนว่าสินค้าทุกชนิดไม่มีการรองรับจาก อย.

→ นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบหัวเลียงผาซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่ง จึงต้องมีการตรวจสอบต่อไปในประเด็นการครอบครองซากสัตว์ป่าสงวน

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นสถานที่แห่งนี้มีการก่อตั้งมา 4 ปี ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิยอมรับว่าไม่เคยรู้ว่ามีสำนักประหลาดในพื้นที่จังหวัด โดยสั่งให้มีการดำเนินคดีทันทีกับกลุ่มผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่

🚨 ล่าสุด หลังพระบิดาถูกนำตัวไปที่สภ.คอนสาร เบื้องต้นถูกแจ้ง 4 ข้อหาด้วยกัน

  บุกรุกที่สาธารณประโยชน์

  รักษาโรคผิด พ.ร.บ.เวชกรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักสาธารณสุข

  เคลื่อนย้ายศพจัดการศพ

  ชุมนุมทำกิจกรรมมั่วสุม  เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้อง 2 ข้อหาแรก โดยศาลจังหวัดภูเขียวได้ให้ประกันตัวพระบิดาในวงเงิน 50,000 บาท ซึ่งน้องชายพระบิดาได้วางเงินประกันตัวให้เขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากประกันตัวเสร็จพระบิดาก็ได้ออกไปกับลูกศิษย์ ไปยังสำนักใหม่อยู่ที่ จ.เลย ซึ่งเป็นเพียงการอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการกินฉี่และสิ่งปฏิกูลอีกแล้ว มีเพียงปฏิบัติธรรมเท่านั้น

และนี่ก็คือเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน จะเห็นเลยว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ๆ เพราะยังมีอีกหลายข้อหาที่ยังไม่ได้มีการสืบสวนอย่างจริงจัง โดยนัดศาลครั้งต่อไปของพระบิดาคือวันที่ 27 มิ.ย. 65 ซึ่งพระบิดาต้องมาตามนัดศาลทุกครั้ง แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และพระบิดาจะรอดมั้ย ต้องรอติดตาม 

ที่มา : workpointtoday , thairath 

ขอบคุณภาพจาก : Bright tv 

Victim blaming : ‘เพราะเป็นเหยื่อ จึงเจ็บปวด’