category สัมภาษณ์ : 'เอ๊ะ ละอองฟอง' Music Director ของ BNK48 เปิดเบื้องหลังการทำเพลงของไอดอล

Writer : Sam The Rider

: 11 กันยายน 2560

interview-aeh-music-director-bnk48-cover-new

แม้ช่วงนี้วงการเพลงไทยจะดูซบเซา แต่ก็ยังมีวงไอดอลสาว BNK48 โผล่มาสร้างสีสันได้บ้าง ซึ่งหลายคนก็น่าจะเคยได้ยินเพลงของพวกเธอมาแล้วอย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งเพลง แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของการทำเพลงนั้นมี ‘เอ๊ะ – พงศ์จักร พิษฐานพร’ หรือ ‘เอ๊ะ วงละอองฟอง’ เป็น Music Director 

หน้าที่ของเอ๊ะ คือสอนเมมเบอร์ร้องเพลง ยังดูแลเรื่องการทำเพลงของ BNK48 และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเพลง ดังนั้นถ้าอยากรู้เบื้องหลังของการทำเพลงก็ต้องคุยกับเขานี่แหละ

ประวัติ ‘เอ๊ะ – พงศ์จักร พิษฐานพร’

BNK-48-group-2

  • เป็นมือเบส, นักร้อง และหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงดนตรีแนวป็อบเนื้อร้องน่ารัก ‘ละอองฟอง’
  • อยู่ในวงการดนตรีโดยเริ่มต้นตั้งวงละอองฟอง มาตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบัน ละอองฟองอยู่ภายใต้สังกัด Spicy Disc
  • ละอองฟอง ได้ทำงานกับญี่ปุ่นทั้งในฐานะทูตประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวเมืองนางาซากิ ซึ่งทำให้ละอองฟอง มีโอกาสทำเพลงเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่นสามเพลงคือ ‘อะไร’  ‘แอบชอบ’ และ ‘รักเปิดเผย’
  • เพลง ‘อะไร’ เคยติดชาร์ตในคลื่น J-Wave ของญี่ปุ่นด้วย
  • เคยทำโปรเจกค์เรียลลิตี้ เพลงที่ญี่ปุ่นชื่อ ‘SanQ Band’ ร่วมกับ ‘แดน – วรเวช ดานุวงศ์’
  • นอกจากนี้เขายังทำงานเพลงอื่นๆ ด้วยทั้งออกตัวในนามละอองฟอง และไม่ได้ออกนาม
  • นอกจากนี้ยังเป็นมัณฑนากร อิสระ และเป็นเจ้าของรีสอร์ท ‘เดอะ ปูคา บูติค รีสอร์ท’ ที่เชียงใหม่
  • ปัจจุบันทำหน้าที่ให้ดูแลเรื่องเพลงให้โปรเจกค์ BNK48 ในฐานะ Music Director เนื่องจากเอ๊ะ คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับญี่ปุ่น เข้าใจในวัฒนธรรมวงไอดอลจึงถูกเลือกจากฝ่ายบริหารให้มาดูแลการทำเพลงให้ BNK48

BNK-48-group-5

ระหว่างพูดคุยกัน เอ๊ะบอกกับเราว่า เบื้องหลังการทำเพลงของ BNK48 นั้นไม่ง่าย เพราะไม่ใช่แค่แปลเนื้อจากญี่ปุ่น มาเป็นไทยแล้วจบเลย แต่การทำเพลงมีรายละเอียดหลายอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่ดนตรี แต่ตัวไอดอลเองต้องทำยังไงเพื่อพัฒนาตัวเอง จากเด็กธรรมดา ให้กลายเป็นไอดอล เบื้องหลังของการทำงานที่หลายคนไม่เคยรู้อยู่ในบทสัมภาษณ์นี้

นอกจากการเป็น Music Director แล้วคุณทำหน้าที่อะไรใน โปรเจกค์ BNK48 

ถ้าหลักๆ แล้วใน BNK48 เราทำหน้าที่หลายอย่าง แน่นอนในด้านดนตรีเราเป็น Music Director ทำทุกอย่างเกี่ยวเพลง ทุกกระบวนการทั้งเนื้อร้อง ฝึกน้องๆ ให้เป็นศิลปินที่สมบูรณ์ เพิ่มศักยภาพให้เป็นนักร้องที่ดี เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่เก่ง สอนทักษะทางดนตรีให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องการร้องเพลงมากขึ้น

นอกจากนี้เราก็เป็นเหมือนครูใหญ่ของสถาบัน BNK48 คอยควบคุมดูแลนักเรียนในสังกัดให้มีพฤติกรรมที่ดี มีทัศนคติที่ดี บริหารเรื่องการเรียน การเรียนเต้น เรียนร้องเพลง เรียนการแสดง ควบคุมเด็ก และเราเป็นสปีคเกอร์โฮส หมายถึงเป็นพิธีกรงานที่น้องๆ ไปร่วม เช่นรายการ BNK48 Show และอีเวนต์ต่างๆ ของ BNK48

BNK-48-group-3

มีนักเรียนเกือบ 30 คน คุณแบ่งการสอนพวกเธออย่างไร

ปกติการสอนร้องเพลงต้องสอนตัวต่อตัว นักร้องอาชีพส่วนใหญ่ก็ต้องสอนร้องเพลงกันตัวต่อตัวอยู่แล้ว ดังนั้นก็ต้องสอนกันตัวต่อตัวในบางที เพราะแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน มีทักษะที่แตกต่างกัน

ที่ยากคือน้องๆ ทักษะในเบื้องต้นนั้นยังไม่สูงมาก และในช่วงแรกก็ต้องปูพื้นฐานกันหนักหน่วง ต้องปรับจูนแล้วเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นในพื้นฐานการร้องเพลง การออกเสียง การใช้เสียง เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้หลักการร้องเพลงที่ถูกต้อง

ยากแค่ไหนในการสร้างไอดอลที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทยให้เกิดขึ้นจริง

ยากมากเพราะในความเป็นจริง การปั้นนักร้องหนึ่งคน หรือหนึ่งวงนั้นใช้เวลาเยอะมาก สมมติศิลปินกลุ่มหนึ่งมีสังกัด ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจะออกผลงานได้เลย ศิลปินมืออาชีพกว่าจะได้ออกอัลบั้มต้องฝึกกันเป็นปีๆ จนกว่าเขาจะแข็งแกร่งพอที่จะออกมาทำงานได้แต่ BNK48 รวมตัวกันไม่ถึง 6 เดือนต้องปล่อยเดบิวท์ซิงเกิ้ลแรกออกมาแล้ว

เราจึงต้องตัดทางลัดให้เด็กในการฝึกสอน เรียกว่าปรับหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่หมดเลย BNK48 มีเกือบ 30 คน ในเวลาอันสั้น เราคงไม่สามารถจะให้เทคนิคเด็กได้ 100% แล้วเด็กๆ ก็ทักษะไม่เท่ากัน พัฒนาการไม่เท่ากัน มันยากตรงนี้ แต่หน้าที่เราคือพัฒนาเด็กให้ดีขึ้นทุกคน จะรับได้มากน้อยก็สุดแล้วแต่ทักษะของแต่ละคนที่มี

สอนน้องๆ ด้วยวิธีของคุณนั้นเป็นแบบไหน

ช่วงแรกเราจะสอนโดยแบ่งเป็นกลุ่ม จากนั้นค่อยๆ สอนทีละส่วน แล้วค่อยมาสอนคนเดียวสำหรับคนที่เป็น Center แล้วค่อยมาปรับจูนเสียงร้องรวมกันอีกที การจูนเสียงนั้นไม่ยากคอมพิวเตอร์ช่วยได้ แต่ที่ยากกว่านั้นคือร้องแล้วได้อารมณ์

คอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างอารณ์เพลงได้ นี่คือส่วนสำคัญที่จะต้องสอนเด็กให้เข้าใจในอารมณ์ของเพลงเพื่อสื่ออารมณ์ให้แก่คนฟังให้ได้ ส่วนทำงานในห้องอัดเราพยายามสอนให้เด็กฝึกฝนด้านความแม่นยำ เพราะเวลาอัดต้องร้องพร้อมกันทั้งหมด ถ้าผิดก็ต้องร้องใหม่

สอนน้องว่ายากแล้ว การทำเพลงไทยที่ต้องอยู่ในเมโลดี้ญี่ปุ่นหนักหนากว่าไหม

(หัวเราะ) ยากกว่าสอนเด็กอีก การทำเพลงมีโจทย์อยู่ว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องราวของญี่ปุ่นแต่เป็นวิธีการเล่าแบบคนไทย เพราะภาษาไทย กับภาษาญี่ปุ่นไม่เหมือนกัน ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ เอก – โท – ตรี – จัตวา แน่นอนเราออกเสียงไม่เหมือนกัน วิธีการเล่าเรื่องในเพลงก็ไม่เหมือนกัน อย่างเพลงญี่ปุ่นจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีสรุป

ตัวอย่างเช่น “ตื่นเช้ามาฉันเห็นดอกไม้แสนสวยเหลือเกิน วันนี้ฉันอยากจะไปหาเธอ ฉันอยากบอกรักเธอนะ ในเช้าวันนี้ก็มีดอกไม้สีแดงอยู่ด้านข้าง มันเปรียบกับดอกไม้ที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ มันทำให้ฉันเบิกบานเหลือเกิน แต่ต่อให้ฉันไปหาเธอ มีเหงื่อโทรมกายเหลือเกิน ฉันก็ไม่แคร์หรอกว่าจะเป็นยังไง ฉันแค่อยากออกไปหาเธอ” จบแล้ว (หัวเราะ) เพลงไทยเล่าแบบนี้คนไม่เข้าใจ เพลงไทยต้องมีเนื้อเรื่อง มีสรุป

เนื้อเพลงจึงต้องมีการเขียนใหม่โดยแปลงจากเนื้อเดิม แต่ปรับเปลี่ยนให้เป็นเพลงไทย เราเข้าใจว่าคนที่รักใน BNK48 เขารู้ความหมายของเพลง และแปลมาทุกประโยคแน่นอน ผมเชื่อแบบนั้นแล้วเขาก็จะสงสัยว่าทำไมเราแต่งเพลงแบบนี้ ทำไมถึงไม่แปลให้ตรงความหมายของต้นฉบับ มีคนเสนอตัวขอแต่งเพลงให้ แปลเนื้อเพลงมาให้เสร็จสรรพถูกต้องตามต้นฉบับซึ่งเราขอบคุณมากๆ

แต่ในทางกลับกันทีมงานที่ดูแลเรื่องเพลงเข้ามาเพื่อแต่งเพลงไม่ได้ทำ Google Translate เราไม่ได้แปลประโยคต่อประโยค หรือถ้าแปลตรงตัวเลยเวลาร้องวรรณยุกต์ก็ไม่เข้ากับดนตรีอยู่ดี ผมเลยอยากจะสื่อสารว่าเราทำเพลงให้ BNK48 ไม่ได้หมายถึงเรามาแปลเพลง

แต่เรากำลังเล่าเรื่อง และสื่อความหมายผ่านสำนวนเพลงของไทยครับ ให้คนไทยเข้าใจ แล้วเพลงจะได้รับความนิยม และป็อบในตลาดแมส เราอยากให้เวลาไปที่ไหนก็จะได้ยินเพลงของ BNK48 ในวิทยุ ในห้าง ในที่สาธารณะ

พอจะบอกได้ไหมว่าใครบ้างที่มาช่วยคุณทำเพลง

ที่บอกได้คือมีผม และพี่แมน ละอองฟอง (ตนุภพ โนทยานนท์) กับ ก้อ กรู๊ฟไรเดอร์  (ณฐพล ศรีจอมขวัญ) ส่วนนักแต่งเพลงคนอื่นๆ ผมพูดได้เลยว่าเป็นมืออาชีพที่มีผลงานเพลงมาแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินเพลงเขา คนที่เขียนเพลงให้ BNK48 เป็นศิลปินระดับชาติทุกคน เราใช้มืออาชีพมาทำเพราะเราอยากให้เพลงนี้อยู่ในตลาดแมสจริงๆ

ตอนแรกก็คนมาถามว่าใช้มืออาชีพแต่งเพลงหรือเปล่า อยากจะมาเสนอตัวแต่งเพลงให้เพราะรู้เรื่องวงไอดอลดีมาก ขอเขียนเนื้อพลงให้เอาไหม ไม่ได้จะปฏิเสธหรือตัดรอน เราเข้าใจน้องๆ ทุกคนครับ แต่อยากให้ทุกคนเชื่อใจเราเถอะ

ทำงานกับทางญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องการปรับเพลงไหม

โชคดีที่เราทำงานอย่างมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ เรามืออาชีพ ทางฝั่งญี่ปุ่นก็มืออาชีพ งานก็ผ่านได้ง่าย แค่ทำงานคนละประเทศเท่านั้น เพียงแต่ว่าเราต้องหาจุดกึ่งกลางที่ทำงานด้วยกันให้ได้แค่นั้นเอง เราคุยกันตรงๆ ว่าเราทำเพลงให้คนไทยฟัง ไม่ได้ทำให้คนญี่ปุ่นฟัง

ดังนั้นการปรับเปลี่ยนเรื่องเนื้อให้เข้ากับภาษา การออกเสียงจำเป็น ซึ่งทางญี่ปุ่นก็เข้าใจ เราไม่ได้สุดขั้วเราต่างรับฟัง  เราฟังทุกอย่างที่เขามีให้แล้ว ส่วนเราก็บอกว่าทำอะไรให้เขาได้บ้างนี่คือการพบกันครึ่งทางแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

คุณได้ปรับทำนองด้วยไหม 

ดนตรีเราใช้ดาต้าของเขา 100% แต่มิกซ์แค่เสียงร้องของเด็ก ซึ่งปัญหาก็เกิดเพราะเพลงไทยร้องคนละสไตล์กับเพลงญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจะร้องตรงๆ (ฮัมเพลงให้เราฟัง) คนไทยจะร้องแบบท่องอาขยาน ซึ่งวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ดังนั้นยากกว่าสิ่งใดจึงต้องพยายามโค้ชน้องๆ ให้เข้าใจในความหมายการร้องด้วยอารมณ์เพลง และถ่ายทอดออกมาให้เพลงมีชีวิตทำยังไง

อย่างเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ เราบอกน้องๆ ว่าเพลงนี้ร้องอย่างไร เสียงร้องต้องอ้อนมากๆ มีจริตนิดๆ แบบว่า “ไปซื้อคุกกี้กินสิคะ เพื่อจะเจอหัวใจของฉันก็ได้น้าาา” ฟังแล้วอยากไปซื้อคุกกี้เลย (หัวเราะ) แต่ที่สุดแล้วเพลงดีแค่ไหนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคุณร้องออกมาแล้วไม่สื่อความหมาย

คนฟังเพลงเขาฟังที่เสียงร้องก่อน จากนั้นค่อยฟังเรื่องราว และอารมณ์เพลง แล้วถ้าคุณไม่สามารถจูนกับผู้ฟังได้ ไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับคนฟังได้ เขาก็ไม่ฟังเพลงคุณ ถ้าร้องไปอย่างนั้นโดยไม่เข้าใจความหมาย ร้องออกมาก็เหมือนร้องพลงในงานกีฬาสีแล้วสุดท้ายคนฟังก็อยู่ที่เดิม ไม่เพิ่มขึ้น

นอกจากร้องเพลงคุณสอนอะไรเด็กๆ อีกบ้าง

ผมบอกกับน้องๆ เสมอว่าเรามาพร้อมความน่ารักสดใส ความเป็นธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้มันอยู่กับเราไม่นาน เมื่อเธอโตขึ้น เธอก็แก่ถ้าเธอไม่มีความสามารถ หรือสิ่งที่จะทำได้เป็นพิเศษในวงการเพลงเมื่อนั้นจะเหลือใครตามเธอ

ถ้าเธอไม่เด็กคนก็ไม่ดูแล้วนะเขาเบื่อ แต่ถ้าเธอมีของ หรือมีสิ่งที่คนเห็นแล้วประทับใจมันจะอยู่กับตัวตลอดไป ศิลปินที่ขายความสามารถยิ่งแก่ยิ่งดัง แต่ถ้าขายหน้าตายิ่งแก่ยิ่งดับ

อีกหนึ่งหลักการที่ใช้สอนเด็กๆ คือเราบอกว่าทุกคนมีพีรามิดเป็นของตัวเอง เรากำลังสอน และฝึกให้เด็กปีนไปถึงยอดพีรามิดของตัวเอง เมมเบอร์ของเราไม่มีใครซ้ำใคร ต่างคนก็ต่างมีพีรามิดที่ต้องปีน ต้องพยามฝึกฝนให้ไปยืนอยู่บนยอดนั้นให้ได้ นั่นแหละครับคือสิ่งที่เราบอกเด็กๆ ในฐานะครูใหญ่ของสถาบัน BNK48

มองว่า BNK48 จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ 

ในประวัติศาสตร์เกิร์ลกรุ๊ปของไทย ยากที่จะอยู่ได้อย่างยืนยาว ดังนั้นถ้าคุณไม่มีอะไรของคุณจริงๆ อยู่ไม่ได้ ในตลาดบ้านเราอยู่ยาก ต่อให้คุณมีกลุ่มมวลชนเยอะ แต่ทุกอย่างมันก็ทรุดโทรม เราต้องสร้างไปด้วยกัน เราอยากให้ทุกคนเชิดชูน้อง และพยายามผลักดันให้โตไปในตลาดแมส

อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้ขายความเด็ก ถ้าขายความเด็กอย่างเดียวไม่เจาะตลาดใหญ่ต่อไปก็ไม่มีงาน ผมบอกน้องๆ ให้มองความเป็นจริงว่าวงดนตรีที่มีนักร้องนำที่เป็นผู้หญิงในประเทศนี้มีกี่คน และนักร้องหญิงที่อยู่กันมายาวนาน และมีชื่อมีกันกี่คนแต่คนที่ยืนหยัดได้เขาชัดเจน แล้วน้องๆ ชัดเจนหรือยัง ผมเอาศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ เข้ามาสอนเด็กเช่น ลุลา (กันยารัตน์ ติยะพรไชย) หรือ อร ละอองฟอง  (กรกมล ชัยวัฒนเมธิน) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้วย

น้องหลายคนบอกว่าพี่อร พี่ลุลา คือไอดอล ผมก็บอกน้องๆ ให้จำไว้วันหนึ่งน้องต้องทำอย่างไรให้ได้อย่างไอดอลของเธอ แต่ต้องพยายาม ถ้าไม่พยายามน้องมาไม่ถึง วงการเพลงบ้านเรามันไม่ง่าย BNK48 ต้องชัด และแข็งแรงถึงจะไปต่อได้  ซึ่งเราเชื่อว่าเด็กๆ มีโอกาสที่จะโตไปต่อ

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MangoZero

 

Writer Profile : Sam The Rider
นักเขียนหนุ่มสุดเท่ที่ชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ ขนาดฝนตกยังยอมขี่รถตากฝนเลยเพราะคิดว่าทำแล้วเท่ งานอดิเรกของเขาคือการไปออกกำลังกายเพราะเชื่อว่าทำแล้วเท่ ปัจจุบันก็ยังชอบทำ Content อะไรเท่ๆ ลงเว็บ Mango Zero ด้วย แหม่...เท่จริงๆ
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post