5 ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ชวนคุณลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตย

Writer : number4

: 12 พฤศจิกายน 2564

 

กระแสของการเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้ และเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ไปในทางที่ดีขึ้น  ให้เราสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันได้อย่างลงตัว และทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังนำมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์และซีรีส์เพื่อแสดงถึงการเรียกร้องอีกด้วย

 

วันนี้เราเลยอยากพาคุณไปรู้จักกับภาพยนตร์และซีรีส์สุดโด่งดั่ง ที่พูดถึงการเรียกร้องประชาธิปไตย และผลักดันการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง สังคม หรือไม่ว่าอะไรก็ตาม เพื่อ make the world to be a better place (คำคมนางงามสุด ๆ)

 

The Hunger Games: Mockingjay – Part 2

เกมล่าเกม นิยายสุดโด่งดังของซูซาน คอลลินส์ มีทั้งหมดสามภาคด้วยกัน ในภาคสุดท้ายที่มีชื่อว่า “The Hunger Games: Mockinjay – Part 2” ได้ออกฉายไปตั้งแต่ 2015 แต่ยังคงสะท้อนภาพทางการเมืองได้ดีจนถึงทุกวันนี้ 

 

ซึ่งในภาคสุดท้ายนี้จะเล่าถึงการเผชิญหน้ากับ “แคปิตอล” ที่เปรียบเสมือนรัฐเผด็จการ และต่อต้านโดยผู้ที่ถูกกดขี่ โดยตัวภาพยนตร์เองยังแสดงสัญญะต่าง ๆ ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สงครามสื่อ แบบโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda), กลไก, อุดมการณ์ และการต่อต้านอำนาจของรัฐ รวมไปถึงการต่อสู้ทางชนชั้น

 

Les Misérables (2012)

นวนิยายที่ถูกนำมาถ่ายทอดสู่จอแก้วในลักษณะของมิวสิคัล ที่ได้ผู้กำกับที่การันตรีความเจ๋งอย่าง ทอม ฮูเปอร์ ผู้กำกับ King’s Speech มาสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้

 

ตัวภาพยนตร์เองพยายามที่จะเล่าถึงบริบททางการเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ของฝรั่งเศส ที่กว่าจะได้ความเป็นประชาธิปไตยมาต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ น้ำตาไม่รู้กี่หยด  

และยังแอบแฝงแง่คิดในเรื่องของความเสมอภาค, ความยากจน รวมไปถึงการถูกประชาชนทอดทิ้ง ของกลุ่มนักศึกษาที่ทำการปฏิวัติ

 

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงล้อไปกับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แม้ว่านวนิยายเรื่องนี้จะถูกเขียนมานานแล้วกว่า 200 ปีแล้วก็ตาม แต่สิ่งใดล่ะ ที่ทำให้ภาพจำในอดีตยังคงไม่ถูกสลัดออกไป ซ้ำยังเป็นเรื่องราวที่คงอยู่ในปัจจุบันอีกต่างหาก ทุกคำถามมีคำตอบใน Les Misérables แน่นอน

 

The Crown Season 4

ซีรีส์ชื่อดังจากทาง Netflix ที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงของราชวงศ์อังกฤษอย่าง ควีนอลิซาเบธกับปัญหาที่ต้องเจอเมื่อได้ขึ้นเป็นประมุขของอังกฤษและเครือจักรภพ 

ในซีซั่นนี้เอง ซีรีส์พยายามเล่าถึงความเป็นราชวงศ์และการเมืองของอังกฤษ ว่ามีความสำคัญต่อประเทศอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของควีนอลิซาเบธ ที่เน้นย้ำถึงความเป็นกลางในการปกครองประเทศ การเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการรับฟังความเห็นของประชาชน

 

Bridgerton

อีกหนึ่งซีรีส์ชื่อดังจากทาง Netflix ที่ถูกพัฒนามาจากหนังสือของนักเขียน Julia Quinn และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนเป็น “New York Time Best Seller” ที่เล่าเรื่องราวของพี่น้องในตระกูล Bridgerton ทั้งหมด 8 คน ซึ่งเล่มที่ Netflix เลือกมาผลิตคือ “The Duke and I” เป็นเล่มแรกจากทั้งหมด 8 เล่ม

 

ซีรีส์เรื่องนี้มีการสะท้อนภาพความเป็นปิตาธิปไตย หรือสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ผ่านตัวละครอย่าง ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน หญิงสาวที่เป็นดั่งเพชรน้ำงามแห่งฤดูกาลหาคู่ในยุครีเจนซี่ของอังกฤษ เมื่อคุณค่าของความเป็นผู้หญิงถูกผูกมัดไปกับการแต่งงาน เหมือนผู้หญิงเป็นเพียงสินค้า ที่ต้องปราณีตเตรียมไว้สำหรับขึ้นโชว์ในวันแต่งงาน ถูกกำหนดให้ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่สังคมต้องการ และไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงใด ๆ ยิ่งทำให้เห็นภาพการถูกกดขี่จากความเป็นใหญ่ของผู้ชายในสังคมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

Youth of May

ซีรีส์สัญชาติเกาหลีที่ได้นักแสดงนำอย่าง อีโดฮยอน พระเอกจาก 18 Again และ โกมินชี นักแสดงสาวหน้าใหม่ไฟแรง มารับบทบาทสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งทั้งคู่ต่างเคยร่วมงานกันมาแล้วกับซีรีส์ทาง Netflix อย่าง “Sweet Home” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

เรื่องราวของ Youth of May เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้ “Gwangju Uprising” ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคม 1980 

 

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู ในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการสู่การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย ในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ได้ได้มาอย่างง่ายดาย แต่ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของผู้ร่วมชุมนุมอีกด้วย

 

ถึงแม้ซีรีส์จะสะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังสอดแทรกความรักของคู่พระ- นาง โดยการสื่อสารผ่านโครงสร้างทางสังคม ชนชั้น

 

และความคุกกรุ่นของสถานการณ์ทางการเมือง ที่เป็นอุปสรรคคอยขวางกั้นความรักออกมาให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน เพื่อย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าการเมืองมีผลต่อทุกอย่างในชีวิตเรา

 

จากภาพยนตร์ที่ได้นำเสนอไปแต่ละเรื่องนั้นเห็นได้ว่าทุกเรื่องมีการแสดงถึงการผลักดันและต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะทางใดก็ทางหนึ่ง โดยการลุกขึ้นมาสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศ เพราะฉะนั้นเสียงของคนหลาย ๆ คน ที่พยายามจะเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า “เสียงของพวกเราทุกคน มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ”

 

ขอบคุณภาพจาก: IMDb และ VIU

TAG : Netflix
Writer Profile : number4
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post