category ผลิบาน - บุบสลาย - ฟื้นคืนชีพ : เปิดเรื่องราวการเติบโตตลอด 10 ปีของ Zweed n' Roll 


: 16 มีนาคม 2565

‘เพลงของ Zweed n’ Roll = Safe Zone ยามเศร้า’ 

Zweed n’ Roll วงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคแถวหน้าของไทย เจ้าของเพลงท่วงทำนองดำดิ่งที่หลายคนคุ้นเคย เกิดขึ้นจากมิตรภาพของเพื่อนในรั้วคณะรวมตัวกัน ทั้ง พัด-สุทธิภัทร สุทธิวาณิช (ร้องนำ), นิว-นิติ นิติยารมย์ (เบส), ปูน-ณัฐพัชร์ สมิตนุกูลกิจ (กีตาร์), มิน-ณัฐกร ศิลวัฒน์ (กีต้าร์) และ ทัน-ธรรม์ ดำรงรัตน์ (กลอง)

พวกเขาเติบโตมาด้วยกันบนเส้นทางดนตรีกว่า 10 ปี ผ่านฤดูกาลมาด้วยกัน ทั้งในวันที่ผลิบาน แตกสลาย และฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง พร้อมอัลบั้มล่าสุดในชื่อ “RESURRECTION” หรือการฟื้นคืนชีพอัลบั้มที่สองของพวกเขา 

จากเส้นทางศิลปินอินดี้ ในปีที่ผ่านมา Zweed n’ Roll ตัดสินใจครั้งใหญ่ ด้วยการร่วมงานกับค่าย วอร์นเนอร์ มิวสิค ไทยเเลนด์ เป็นครั้งแรกในอัลบั้มนี้ 

พวกเขาเปรียบอัลบั้มเป็นเหมือนกับการฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้งจากช่วงเวลาที่รู้สึกแตกสลายจากผลกระทบโควิด-19 ในระยะ 2-3 ปีผ่านมาของพวกเขา รวมถึงอยากจะส่งกำลังใจใครอีกหลาย ๆ คนในวงการดนตรี

Mango Zero มีโอกาสได้พูดคุยทบทวนช่วงเวลาการเติบโตและบทเรียนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของ Zweed n’ Roll ที่คิดว่าแฟนเพลงที่รักเพลงของพวกเขาคงจะอยากได้ยิน ไปฟังสัมภาษณ์นี้พร้อมกันได้เลย

Moment ของสมาชิก ตอนเจอกันครั้งแรกที่จำได้

นิว : ของพัดเล่าก่อนละกัน เผื่อความทรงจําไม่เหมือนกัน

พัด : เราเจอปูนก่อน เพราะว่าทุกคนเรียนดนตรี แต่ว่ามันจะมีคลาสที่ให้เรียนเป็นรวมวงค่ะ อยู่วงเดียวกัน ก็เลยสนิทกับปูน ชอบไปนั่งนอนเล่นที่ห้องปูน แล้วเราก็จะเจอนิว

ปูน : เพราะพวกผมเป็นรูมเมทกัน แล้วก็เจอพี่มินตามมาอีกทีหนึ่ง

นิว : พี่มินนี่อยู่คนละหอ แต่ก็อยู่ดี ๆ ก็มาอยู่ด้วยกัน แบบงง ๆ แล้วอยู่ดี ๆ ก็แบบ ไม่รู้ 

พัด : งงจริง ๆ มาได้ไง (หัวเราะ)

มิน : คือเราคนละสาขาด้วยนะ คนอื่นเขาเรียนแจ๊สหมด แล้วเราเรียนเชิงพาณิชย์ เราก็งงว่ากูมาอยู่กับพวกนี้ได้ไง

นิว : คือเขาอยู่คนละหอ แต่อยู่ดี ๆ ก็มาอยู่ด้วยกันเฉยเลย แบบว่าไม่ได้มีการขออะไรด้วยนะ แต่ว่ามันก็อยู่ด้วยกัน (หัวเราะ)  

พัด : ทันด้วย อยู่ดี ๆ ก็มา 

นิว : ใข่ครับ ก็เหมือนว่าชอบอะไรคล้าย ๆ กันแหละครับ ก็เลยมารวมตัวกัน

Zweed n’ Roll รวมวงกันครั้งแรก ตอนนั้นเป็นยังไง 

นิว : ถ้าจําได้ครั้งแรกความรู้สึกของแรกของ Zweed n’ Roll นี่ ผมไปนึกถึงตอนออดิชันที่ PLAY YARD by Studio Bar ก็แบบว่าเจอพี่เจ้าของร้านเขาแนะนําว่า “เอ้ย ทําให้ชัด ๆ ไปเลย” อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้รับเรานะครับ เราก็เลยไปผลิตธันวาคมมาอะไรประมาณนี้ครับ

นิว : มีบังเอิญว่ามีงานหนึ่งชื่อ The British Icon จัดที่ PLAY YARD by Studio Bar พอดี เราไปออดิชัน เป็นงานที่แบบคัฟเวอร์วงอังกฤษ ให้เราไปทริบิวต์ครับผม แล้วก็ได้เล่นธันวาคมครั้งแรกครับ ก็พัดน่าจะจำเล่า react ได้ตอนนั้น

พัด : โห ก็ลาง ๆ นิดหนึ่งน่ะ ก็แอบมีความมึน ๆ นิดหนึ่งค่ะ ก็เหมือนเป็นครั้งแรกค่ะ ที่ได้เล่นธันวาคมแบบต่อหน้าสาธารณชน ก็รู้สึกดีใจค่ะ เพราะว่าพอเราเล่นก็จะมีพวกหน้าม้าพวกพี่ ๆ ที่คณะ เพื่อนๆ อะไรแบบนี้ มันก็แบบยืนร้องเพลงธันวาคม

นิว : ชาวแก๊งเยอะอยู่ครับผม

พัด : รู้สึกอบอุ่นมากค่ะ แล้วก็เหมือนเติมไฟให้เราว่าแบบ เราอยากจะทําเพลงต่อ ๆ ไปตามมานะ

นิว : เพราะตอนเริ่มของ Zweed n’ Roll เราไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นศิลปิน แบบว่าเราคิดว่าเราจะไปเล่นกลางคืน เพื่อหาเงินมา ในช่วงที่เรารู้สึกว่าเราเงินไม่พอ อะไรประมาณนี้ครับผม ทุกวันนี้ก็เงินไม่พอ (หัวเราะ)

เพลงธันวาคม : Music Video ตัวแรกในชีวิต

ปูน : พอดีว่าตอนนั้นนะครับ เราเพิ่งทําเพลงธันวาคมใช่ไหมครับ แล้วพอดีพี่ชายผม เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศครับ แล้วเขาอยากทําทางด้านถ่ายหนัง ถ่ายเอ็มวีอะไรแบบนี้ครับ

ปูน : เขาก็เลยเหมือนแบบอยากเดบิวต์งานของเขา เพราะว่าเขากลับมาจากต่างประเทศ เขายังไม่มี Connection ในประเทศไทยมากนัก เขาก็เลยเหมือนแบบจัดเต็มเลย เพราะว่าเหมือนแบบอยากได้ Profile ด้วย แล้วก็อยากช่วยน้องด้วย เพราะว่าอยากทำ MV 

ปูน : เขาก็เลยเหมือนแบบ คิดเรื่องขึ้นมาให้มันเป็นแบบ Long Take โดยที่แบบ Crane มาจากสูง ๆ แล้วก็ค่อยลงมาเรื่อย ๆ เห็นพัด เห็นวงทุกคน มีรถพยาบาล มีอะไรอย่างนี้ครับ

ปูน : แล้วก็เรื่องดําเนินไปเป็นประมาณนั้น เนื้อเรื่องมันไม่ได้แบบออกมาเป็นอย่างงั้นโดยชัดเจน แต่ว่ามันเกิดการแบบ Reaction และ Improvise อะไรต่าง ๆ ด้วย เพราะว่าตอนถ่ายมันจะต้องแบบเปิดเพลงเร็วขึ้นมาหลายเท่า เพราะว่าให้มัน Slowmotion ภาพ

นิว : แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเนื้อหาก็อย่าง ถ้าเนื้อหาต้นฉบับก็คือ เป็นเพลงแต่งให้แฟนอะไรอย่างนี้ครับ ก็แต่ว่าการที่เรามาคุยกับพี่ปั๊บ คือเราต้องการตีความเพลงนี้ใหม่อีกทีหนึ่ง

นิว : เพลงเดียวกันแหละ แต่เรามองด้วยมุมมองอื่น ทั้งที่มันเป็นเพลงรัก แต่ว่ามันก็กลายเป็นเพลงเศร้าไปในตัว อาจจะด้วยการสื่อสารตรงนั้นอะไรอย่างนี้ครับ

ความรู้สึกตอนนั้นเป็นยังไง ?

พัด : ตอนนั้นเหรอคะ ก็ตื่นเต้น ผสมงง ๆ ค่ะ

นิว : ตอนนั้นมันว้าวมากเลยนะ แบบว่ามันเป็นเพลงแรก แล้วก็แบบเราเพิ่งมีเพลงมาเพลงเดียวแล้วก็ได้ทํา MV แล้ว MV แบบ มีรถเครนน่ะ แล้วไปปิดถนนนิดหนึ่ง แล้วก็แบบว่ามีรถพยาบาล มีทีมที่เป็นทีม CPR ของจริง

นิว : ที่บอกว่าเราควรจะทําอะไร คือแบบว่าอย่างนี้มันถูกต้องน่ะ เราควรทําอย่างนี้อะไรแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้น แล้วแบบรู้สึกว่าเออแบบเป็นโอกาสที่แบบว่าเซอร์ไพรสตัวเองว่าแบบเรา เราได้ทําขนาดนี้เลยเหรอ ก็ต้องขอบคุณพี่ปั๊บด้วยครับ

ปูน : แล้วก็อยากขอบคุณนางเอก MV ด้วยครับ

นิว : คืออันนี้ ต้องขอบคุณหน่อยเพราะแบบว่า ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่งเพราะ เราเคยคุยว่าเราจะเลี้ยงเขา แต่ทุกวันนี้ เนี่ย 10 ปีแล้วยังไม่ได้เจอกันอีกรอบเลยครับ

พัด : ไปอเมริกาแล้วค่ะ 

Feedback เพลงแรกในตอนนั้น เป็นยังไง ?

พัด : หลังจากปล่อยเพลง แล้วก็หลังจากจบงาน The British Icon ก็จะมีแบบคนนู้นคนนี้ชวนไปอยู่ค่ายไหม หรือจะแบบไปเล่นงานอีเวนท์นู่นนี่นั่นกันไหม

นิว : ก็คนในวงการก็พอรู้จักแล้ว แชร์ว่าวงนี้วงอะไร แบบว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ ก็เป็นโอกาสที่ ที่ดีช่วงหนึ่งครับ แต่ว่าเราก็ไม่ได้คว้าไว้ เราได้เดินทาง แต่ว่าหลังจากนั้นมา เราก็ไม่ได้ปล่อยเพลงสักพัก

นิว : แล้วก็มี The Voice เนอะ หลังจากนั้น 2 ปีก็ยังไม่ได้ปล่อยเพลง เพราะวงมันไม่ได้มีกําหนดการด้วยแหละครับ เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะทําอัลบั้มด้วยซ้ำ

นิว : ถ้าจะมีเพลงใหม่ ก็คือมีงานที่แบบว่า งานนี้แบบดูปัง ๆ อ่ะ เราก็เลยจะผลิตเพลงใหม่มาเพลงหนึ่งเพื่อไปเล่นงานนั้น แต่ว่าก็ไม่ได้อัด

พัด : ไม่ได้อัด เอามาแค่แบบเล่นงานนั้น อืม

นิว : แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็ พอพัดออก The Voice แล้ว เราก็ปล่อยเพลงมาเพลงหนึ่ง ซึ่งเราสวนกระแสมาก ๆ เราไปปล่อย Another Dimension ซึ่งแบบว่ามองก็ตลกดีนะ เพราะมันเป็นความเด็กอ่ะ เพราะแบบเรารู้สึกว่าแบบ อันนี้งาน The Voice อาจจะเป็นงานแมสร้อง Creep ใช่ไหม

นิว : แล้วพัดก็รู้สึกว่าอยากโชว์วง โชว์ดนตรี เราก็แบบ เออ เพลงนี้เราก็ค่อนข้างจะภูมิใจกับมันว่า ค่อนข้างจะอาร์ตอยู่อะไรแบบนี้ ก็ปล่อยไปก็เงียบเลย (หัวเราะ)

ปูน : ไม่ปล่อยดีกว่า (หัวเราะ) 

นิว : แต่ว่าก็มีคนชอบอยู่ครับผม

มิน : ก็ได้สะใจอยู่ ความเป็นเด็กอ่ะ

กำเนิดอัลบั้มแรกในชื่อ I’M 20 

นิว : อย่างแรกก็คือ เรียนจบแล้วแบบ เอ๊ะ 

พัด : น่าจะแบบไม่ค่อยได้เจอกันเลย 

นิว : จะไม่ค่อยได้เจอแล้ว แล้วแบบเราจะเอายังไงต่อกับเพลงที่มี เพราะเรารู้สึกว่าแบบ ถ้าทบทวนก็คือเราพลาดโอกาสไปหลายโอกาสเหมือนกันนะครับ ที่แบบว่าที่ควรจะคว้าไว้ แบบด้วยเราไม่มีเดดไลน์ ไม่มีเวลาอะไรแบบนี้

นิว : แต่ว่าสุดท้ายจนพออัลบั้มได้ออกทุกอย่างมันก็ พอนึกก็คือกลายเป็นว่า มันเป็นเวลาของมันจริง ๆ อ่ะ แค่เรา เราก็รอจนมันสุกงอมจริง ๆ แล้วก็ได้ไปเล่นงาน CAT EXPO อะไรแบบนี้ Feedback

นิว : ก็ค่อนข้างน่าจะเป็น อะไรที่แบบเป็น Landmark อันหนึ่งของวงเลย คือการได้เล่นกระหึ่ม งาน CAT EXPO วันที่ออกอัลบั้ม ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ภูมิใจ ผมว่าทุกคนน่าจะภูมิใจ

ปกอัลบั้ม I’M 20 ทำไมถึงใช้รูปนี้ 

มิน : รูปนี้ใครถ่าย ?

พัด : พี่เอ้ถ่าย

นิว : เออ ทําไมถึงเลือกรูปนี้ 

ปูน : ตอนแรกเราจะเหมือนแบบหาคนถ่ายด้วยนะ เหมือนว่าหาคอนเซ็ปต์นู่นนี่อ่ะ แล้วก็แบบ จะชวนเพื่อนที่เป็นตากล้องไปแบบถ่ายให้หน่อย 

นิว : ใช่ ๆ มีคิดคอนเซ็ปต์แบบอื่นมาแล้วด้วยซ้ำ แบบว่าเออเราจะทำอย่างนี้ ๆ แต่ว่าสุดท้ายก็เหมือนว่าพอได้รูปนี้แล้วรู้สึกว่า ต่างคนก็แบบ เฮ้ย มันก็ได้น่ะ

ปูน : เหมือนเขาอะครับ ตากล้องอะครับ เขาให้เราหารูปที่แบบว่ามีอยู่แล้ว ส่งไปให้เขาดูหน่อยแล้วก็ไปค้น ๆ กันมา พัดก็แบบมีเจอรูปนี้ เราก็เลยเหมือน แบบส่งไปให้เขาดู เขาก็เลยบอกว่าเออ รูปนี้มันก็ดูได้แล้วนะ

นิว : มันอาจจะได้สําหรับเรา แต่ผมว่าหลาย ๆ คนก็งงนะ เอ้ย รูปนี้มันเป็นปกได้เหรอ ซึ่งสุดท้ายมันก็ผมว่า เออ ก็เฉียบดีนะ มัน

พัด : มันก็เหมือนตรงกับชื่ออัลบั้มค่ะ I’M 20 มันเป็นเหมือนแบบเป็นวัยที่อยากจะทําอะไรก็ทํา ก็นอน ถือเบียร์อยู่อย่างนี้ (ทำท่าเหมือนปกอัลบั้ม)

ความประทับใจกับอัลบั้ม I’M 20

นิว : ผมว่ามันคือความไม่รู้นะ สําหรับผมอ่ะ ไม่รู้อะไรเลยอ่ะ ไม่รู้ แล้วก็พอมองย้อนกลับไปถึงว่ามันคืออะไร สําหรับตัวผมนะครับแบบว่า ทําไมเราไม่ปล่อยเพลงให้ต่อเนื่อง ทําไมเรามีโอกาสแล้วเราไม่ไป หรือว่าอะไรต่าง ๆ แล้วทําไมอย่างนู้นอย่างนี้

แต่ว่าก็นั่นแหละครับ เพราะเราเป็นวัยรุ่นนั่นแหละครับ แล้วก็มันเป็นอีกอย่างหนึ่งอ่ะ ผมว่าเราทุกคนน่ะโคตรดื้อ ผมก็ภูมิใจที่ว่า เราดื้อจนที่เราได้ออกอัลบั้มแรกเอง เพราะมันเป็นการบริหารตัวเอง ซึ่งแบบ จริง ๆ เราก็ไม่ใช่คนที่ควรจะบริหารอะไรผมว่า (หัวเราะ)

แต่แบบว่า เออ เราก็บริหารอัลบั้มแรกออกมาได้ ซึ่งแบบว่า มันก็เยอะแยะครับ มันก็มีทั้งบาดแผล มีทั้งความสุขอะไรนี้ครับ ก็รวมกันครับ ก็ภูมิใจครับ เป็นผลงานที่ภูมิใจมากเพราะเหมือนว่าเราก็ได้ออกมา แล้วแบบมันสะใจตรงที่แบบ เออ ดื้อจนแบบได้ออกแล้ว

แต่ว่ามันก็มีการเรียนรู้ของมันนะครับ ในแต่ละเพลงเนี่ย แบบว่าเหมือนว่าเราเล่น เหมือนว่าสมมุติเราเล่น “Another Dimension” แล้วมันดูแบบ เอ้ย คนดูแบบนิ่งเลย เคยเล่นงานที่ลาดกระบัง อยู่ซักงานหนึ่ง ตีหนึ่งแล้วแบบงานมันเลทมากคนดูอย่างนี้ (หน้านิ่ง) แล้วแบบ 

มันก็เลยแบบว่าเออเราลองขยับจังหวะ เพลงมันก็เลยอาจจะเกิด “Linger” ขึ้นมาจนสุดท้ายมันตกผลึกมาที่ “ช่วงเวลา” ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ตั้งแต่ก่อน “ช่วงเวลา” เราเป็นวงที่เรียกว่าเราหารายได้จากการเล่นดนตรีไม่ได้นะมันหมายถึงว่าไม่ถือว่าเป็นอาชีพ แต่ว่าพอมี “ช่วงเวลา”  มา เรารู้สึกว่าเอ้ยเราสามารถทําอันนี้เป็นอาชีพได้นะ

มันเกิดจากการเรียนรู้ทั้งหมดเพราะ “ช่วงเวลา” มันก็เป็นการตกผลึกประมาณหนึ่งว่าแบบเราตั้งใจให้เพลงมันออกมาเป็นอย่างนี้

เพลงของ Zweed n’ Roll = Safe Zone ยามเศร้า

นิว : ก็เป็นสิ่งที่ผมดีใจมาก แบบว่าผมไปร้านเหล้าที่ลาดกระบังทีหนึ่ง ก็แบบว่าเขามาทักผมว่า วง Zweed n’ Roll แบบว่าเคยใช้เพลงธันวาคมจีบแฟน ตอนนี้เขามีลูกแล้วนะ คือแบบเพลงเรามัน มันขนาดนั้น แบบว่าก็ขอบคุณที่ทําให้เพลงเข้าไปอยู่ในชีวิต ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทําให้เรารู้สึกว่าเออเรามีคุณค่านะ

พัด : ส่วนใหญ่ของพัด จะแบบเป็นแนวแบบพี่อ้อยพี่ฉอดมากกว่าค่ะ เขาจะชอบเข้ามาแบบเล่าให้ฟังว่า วันนี้เขาเจออะไรมา แล้วก็แบบเขาอกหักหรือแบบแฟนเขาทิ้งอะไรอย่างนี้ค่ะ

ก็จะแบบระบายออกมากับเราแล้วเขาก็ร้องไห้

ทั้ง ๆ ที่แบบเราไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ แล้วก็รู้สึกแบบเออ สงสัยเราคงเป็นแบบ เพลงเรามันคงเป็น Safe Zone อะไรบางอย่างของเขา ดีใจที่ช่วยให้เขาได้ระบายได้

คอนเสิร์ตครั้งแรก Zweed n’ Roll – The First Full Concert

นิว : เหมือนว่าเราอยากจะปิดอัลบั้มจริงจริงด้วยแหละมั้งครับ

ประจวบกับว่ามีทีมมาชวนว่าเราลองทําคอนเสิร์ตไหม แล้วเรารู้สึกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมดี เพราะช่วงนั้นเราทําเพลงกันทุกวันแล้ว ก็คือได้เจอกับฟลุ๊ค เป็นมือเชลโล่ วง STOIC ครับ ก็คือเราเจอวงเครื่องสายแล้ว เรารู้สึกว่าเออ มันเกิดเลยว่า เราเอาทุกเพลงมา Arrange ให้มันเป็นเครื่องสาย แล้วแบบว่านี่แหละคอนเสิร์ต

พัด : ประทับใจมากค่ะ คนเยอะมาก ไม่คิดว่า คนน่าจะประมาณสองพันคน ซื้อบัตรมาดูวงเราแค่วงเดียว เออมันก็เป็นเรื่องที่แบบปกติ ถ้างานใหญ่ ๆ มันจะมีวงอื่นด้วยไง อันนี้มันเป็นแค่วงเราวงเดียวก็ โห ขอบคุณมาก ๆ จริง ๆ

พัด : พัดอ่ะ รู้สึกมั่นใจ รู้สึกมั่นใจมาก เพราะว่าเราอยากจะ Present ความเป็นวง เป็นบรรยากาศที่แบบ เราตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้ ก็เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่แค่รู้สึกมั่นใจ แล้วก็แบบทุกคนจะต้องไปกับเรานะ แล้วก็ลุยค่ะ 

พัด : แต่ก่อนขึ้น อะ ตื่นเต้นมากเลย (หัวเราะ)

ปูน : ผม อะ กดดันครับ เพราะว่าผมเหมือนแบบ ผมต้องขึ้นกีตาร์คนเดียวก่อน แล้วมัน แบบ ต้องตรงเมโทรนอมอะครับ แต่พอขึ้นมาแล้ว ไฟสาดไปที่คนดูแล้ว ก็แบบมั่นใจ เห็นคนมองมาที่เราโดยตั้งใจ แต่ทุกคนใส่แมสก์หมดเลย เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกที่ แบบว่าแต่ว่าเห็นตาเขายิ้มนะ เราก็โอเคครับ

จากศิลปินอินดี้ ตัดสินใจเข้าค่ายเพลง

นิว : คือก่อนหน้านั้นน่ะ เราก็เคยคุยกับค่ายเพลงหลายค่ายเพลงเหมือนกัน

แต่ว่าก็แบบว่าคุยไปหลาย ๆ รอบ ก็ยังแบบยังไม่ลงตัวครับ แล้วก็พอทีนี้ 2020 แล้วโควิด ก็เลยแบบ มันก็คงเป็นช่วงที่ต้องถามตัวเองอีกครั้งว่าจะเอาไงต่อ

จนมาได้คุยกับทาง วอร์นเนอร์ มิวสิค ก่อนที่จะตัดสินใจผมมาคิดเยอะมาก เพราะแบบผมค่อนข้างหวงวง ผมหวงวงมาก แต่ว่าก็แบบ ถ้าไม่ทําอย่างงี้ก็คงอาจจะไม่รอดก็ได้

การทำงานของวงเปลี่ยนไปมากไหม 

นิว : เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ สิ่งที่ขาดแต่ละอย่าง ปัญหามากมายที่ทั้ง 8 ปีอ่ะ ที่แบบว่ามันไม่ได้ถูกแก้ พอมันมีคนมาเป็นหน่วยจัดการให้เรา ทํางานกับโปรดิวเซอร์ เจอแต่มืออาชีพทั้งนั้น มันก็รู้สึกดีครับ แล้วแบบว่าได้เรียนรู้

พัด : ทุกอย่างมันง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วมันก็ไวขึ้นเยอะ

นิว : สมมุติว่าอัลบั้มแรกเป็นมุมมองของเราอย่างเดียว แต่อันนี้อาจจะมีมุมมองที่แบบเขาเห็น Zweed n’ Roll  แบบไหนบ้าง หรือว่าแบบว่า มันเป็นสิ่งที่เราพร้อมเปิดรับด้วย เพราะเราอาจจะมาถึงทางตันในประมาณหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นในทางที่ดีในหลาย ๆ เรื่องครับ

2 ปีของนักดนตรีที่หายไปกับโควิด19 คิดว่าวงการเพลงตอนนี้เป็นยังไง

นิว : 2 ปีนี้ นักดนตรีแบบว่าความรู้สึกคือแบบ มันแย่มากเลยนะครับ ปีที่แล้ววงเราได้เล่นกันแค่ 4 ครั้ง โชว์สุดท้ายได้เล่นเพลงเดียว แบบว่าไม่ได้เล่นตั้งแต่เมษาจนถึงธันวา ไม่ได้เล่นเลย ธันวาขึ้นเพลงเดียวต้องลงอะไรแบบนี้ ก็ผมรู้สึกว่ามันยากมากแล้วก็ จะบอกให้แก้ที่ตัวเองมันก็ ก็ไม่รู้จะพูดยังไงอะครับ ว่ามันเป็นปัญหาโครงสร้างอะครับ แล้วก็พูดถึงอ่านดนตรีสด หรือว่าสถานที่เล่นแบบว่า PLAYYARD ก็ปิดตัวไป

พัด : ร้านที่เราชอบก็ปิดไปหมดแล้วค่ะ

นิว : ใช่ ๆ แต่ว่ามันก็ พอเหมือนมันจะเป็นจุดจบ แต่ว่ามันก็ยังเกิดอะไรใหม่ ๆ อยู่ดีก็อย่างที่เห็นน่ะว่า หลาย ๆ วงก็เป็นคลื่นลูกใหม่มาแรงกว่าเราเยอะแยะเลย ผมว่ามันก็ยังไปได้เรื่อย ๆ แหละครับ แต่ว่ามันต้องคงต้องหาหนทาง ซึ่งเราก็ นี่แหละครับ เราก็เลือกที่จะยืนทางแบบนี้

พัด : กระแสเป็นยังไง ตอนนี้เดาไม่ค่อยออกค่ะ มันไม่ค่อยมี Feedback

นิว : ใช่ ๆ เพราะด้วยความสมมุติว่า เราปล่อย “อยากมีความหมาย” ปล่อย “โลกใบเก่า” ปล่อย “Fighter” แต่เราไม่ได้ไปเล่นสดเลย หนึ่งก็คือแบบ ไม่รู้ว่าคนร้องเพลงเราได้ไหม แล้วก็เพลงมันไปถึงคนได้ขนาดไหน ซึ่งผมว่ามันแตกต่างกันมากนะ ถ้าเกิดว่าแบบ การที่แบบอย่างน้อยได้ไปเปิดตามนู้นตามนี้ ได้เล่นสด ทุกคนได้ร้องกัน มันก็บรรยากาศน่าจะต่างกันไปครับ ก็เป็นกําลังใจให้นักดนตรีครับ ผมรู้ว่ามันยากมากครับ 

ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีโควิดอีกแล้ว อยากทำอะไรเป็นอย่างแรก

นิว : จัดคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มครับ แล้วก็คนดูมาสักกี่คนก็ได้ มาเลยครับ พร้อมจัดคอนเสิร์ต พร้อมเล่น พร้อมซ้อม แล้วก็มาสนุกกันให้เต็มที่แบบเหมือนว่า ผมว่ารู้สึกว่าเราโดนพรากอะไรเยอะไปอ่ะ แล้วแบบว่า ขอกลับมาได้ไหมอ่ะ ชีวิตของเรา

พัด : อยากดูคนอื่นเล่นด้วยค่ะ

นิว : จริง ๆ ดนตรีสดยังไม่ได้ ไม่รู้จะไปดูยังไง หรืออะไร

อัลบั้มล่าสุด “Resurrection” จากวันที่แตกสลาย สู่การฟื้นคืนชีพ

พัด : เหมือนอัลบั้มแรกเราทําเพลงเพื่อตัวเองใช่ไหมค่ะ เราอยู่กันมา ทําอัลบั้มแรกเสร็จปุ๊บ เราพอใจ เราสะใจแล้ว พอการเดินทางครั้งต่อไปอะค่ะ พัดรู้สึกว่าพัดอยากทําแบบเพื่อคนอื่นบ้าง อยากจะแบบให้คนอื่น Relate กันกับเราได้ ได้แบบง่ายขึ้น แล้วก็แบบเป็นกําลังใจได้มากขึ้น แล้วก็ประจวบกับเราเข้าค่ายด้วย เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งก็เลยกลายเป็นการฟื้นขึ้นมา

นิว : สําหรับผมตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันคือ มันเกิดจากขึ้นจากความแตกสลายอะครับ แบบว่าหมายถึงว่าการฟื้นนี้ ก็คือ ทุกอย่างมันแตกสลายอ่ะ แล้วก็แบบเละหมดแล้ว แล้วก็นี่เราโกยกลับมาทุกคน

มันก็เป็นความหมายว่า เราเล่นดนตรีด้วยกัน เรากลับมา ทุกคนมาดูดนตรีด้วยกัน เรากลับมานะ ก็คือแบบว่าอยากให้มัน ผมรู้ว่าทุกคนมี Broken อยู่ในตัวนั่นแหละ แต่ว่าแบบถ้าเราได้เจอกันมันคงได้ฟื้นอะไรสักอย่าง

ปูน : อัลบั้มนี้คือตั้งใจกันมากจริงจริงครับ ถ้าเกิดว่ามีโอกาส ก็อยากให้ลองฟังแบบ เต็ม ๆ ทั้งอัลบั้มดูสักทีครับ แล้วก็ชอบไม่ชอบหรือยังไง ก็เดี๋ยวว่ากันก็ได้ครับ

Playlist ไว้ฟื้นคืนชีพ สำหรับตัวเอง

นิว : ตอนนี้ผมฟัง Hip Hop พวกเด็กสมัยใหม่ อายุ 16 – 18 ชอบ SARAN, 1Mill อะไรแบบนี้ เพราะตอนนี้ผมอายุ 29 แล้ว ผมรู้สึกว่าแบบตอนเด็กอยากเป็นแบบนี้ อยากทำแบบนี้ ต้องอย่างนี้ดิว่ะ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า เราอย่าเพิ่งแก่  

เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดถึงอายุ 30 เป็นต้นไปด้วยซ้ำ ตอนเราวัยรุ่น เรารู้สึกว่า 20 – 28 คือเราทำความฝันให้เต็มที่ ไม่รู้โดนหลอกไหม ที่โตมากับ Narrative แบบนี้ ก็ใส่สุดมาตอนนี้ อ่าว ยังไม่ตายนี่หว่า ยังไม่เป็นตำนานเลย (หัวเราะ)

ผมก็เลยรู้สึกว่ายังไม่อยากหยุด ยังมีไฟ เวลาเห็นใครทำเพลง ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ด้วย เห็นเพื่อนทำ ปล่อยเพลงมา คนฟังอาจจะไม่เยอะ แต่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย สุดยอดว่ะ แบบว่ายังปล่อยเพลงอยู่ ถึงมีคนฟังนิดเดียว แต่เรารู้สึกว่ายังเห็นมีคนทำงานศิลปะ ยังมีคนทำอะไรออกมา ผมรู้สึกว่าอยากให้ทำเพลงแล้วปล่อยออกมาให้หมดเลยอะไรแบบนี้

มิน : ช่วงนี้ก็ฟัง Hip Hop เหมือนกัน แบบว่าภาษาไทย เพราะว่าเราชอบฟังเนื้อร้อง ชอบภาษาของ Hip Hop คำเขาจะเยอะและดีอยู่แล้ว ก็ถูกจริต พอพูดเรื่องชีวิต เรื่องอะไร มันก็ทำให้มี Energy ช่วงนี้ก็ติด K6Y 

พัด : น่าจะชอบฟังพวกแบบนักร้องผู้หญิงเก่า ๆ ค่ะ Billie Holiday, Joni Mitchell, Nina Simone, Janis Ian มันจะรู้สึกสวยงามเหลือเกิน คนอะไรมันจะเสียงเพราะได้ขนาดนี้ ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้ฟัง

ปูน : ผมชอบฟัง Men I Trust ครับ เป็นวงแคนาดา ช่วงนี้ผมจม ๆ ครับ เวลานั่งอยู่หน้าคอม มันเปื่อย ไม่รู้ ไม่ได้อยากทำอะไร พอได้ฟังเพลงของ Men I Trust มันก็เหมือน Feeling Home อ่ะ รู้สึกโอเค ประมาณนี้นะ แล้วก็ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ Mood มันตรงกับสิ่งที่ผมชอบแล้วก็อยากได้ยินในตอนนั้น

ที่มาของเพลงฟื้น

นิว : เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่เราเล่นในคอนเสิร์ตเหมือนกัน หลังจากมี “อยากมีความหมาย” แล้วก็มีเพลงนี้ ที่เป็นเวอร์ชั่นอะคูสติก ทุกคนได้ฟังกันวันนั้น ก็แล้วก็นี่แหละครับ ก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้ด้วยครับผม ก็น่าจะตอบอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะเราก็นั่นแหละ อยากให้มันฟื้นขึ้นมาแหละครับ

พัด : คือ “ฟื้น” นี่มันเหมือนแบบการที่เราได้รับความรัก ความห่วงใย แบบจากใครก็ตามมันจะทําให้เรารู้สึกแบบเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เหมือนเป็นแบบแสงสว่างให้คน ๆ หนึ่ง ทําให้บางทีอาจจะทำให้แบบชีวิตคน ๆ หนึ่ง มันเปลี่ยนไปเลยก็ได้ เรื่องของการได้รับความรักที่ไม่ต้องร้องขอ

เพลงฟื้น เป็นเพลงรัก

พัด : (หัวเราะ) ใช่ค่ะ มีความรู้สึกดี ๆ เกิดขึ้น แต่งให้แฟนค่ะ  ทุกคนเหมือนแบบจะชอบพิมพ์มาว่า อยากฟังเพลงรักของ Zweed n’ Roll บ้าง เพลงนี้แหละค่ะ เพลงรัก

นิว : จริง ๆ แล้วก็มีอีกครับ ที่เป็นเพลงรัก ธันวาคมก็เป็นเพลงรัก แต่เรา Present ให้มันดู Dark ไปหน่อย ครับผม เดี๋ยวจะได้ฟังเพลงรักที่สดใส 

พัด : ไม่รู้สดใสหรือเปล่า (หัวเราะ)

นิว : เดี๋ยวบอกว่ารักก็ยังหม่นอยู่ดี ผมว่ายังไงก็อยากให้ลองฟัง เหมือนที่ปูนบอกแล้วว่าลองฟังทั้งหมดขอรอบเดียวพอ แล้วค่อยว่ากันก็ได้ แบบหมายถึงว่าแบบอยากให้ลองฟังสักรอบเพราะเป็นผลงานที่แบบ

พัด : มัน Masterpiece สําหรับเราน่ะ

นิว : อืม วิธีการอัด อาร์ตที่มันออกมา หรือว่าอะไรแบบนี้ มันเต็มที่อ่ะ เต็มที่สําหรับตอนนี้แล้วครับ

พัด : ขอฝากอัลบั้มที่สองของ Zweed n’ Roll ไว้ด้วยนะคะ “Resurrection” อัลบั้มนี้ก็ตั้งใจทํากันมาก ๆ ค่ะ แล้วก็ได้ทํางานกับมืออาชีพทุกคน เราพอใจกับมันมาก ๆ และมีความสุขมาก ๆ คิดว่าอยากให้ทุกคนได้ฟังไว ๆ นะคะ

TAG :
Writer Profile : jazz.ordinaryday
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post

[Covid-19 Phenomena] 10 New Normal ในมุมกีฬาและความบันเทิง หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดระบาด


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save