category 8 หนัง LGBTQ ที่ทุกคนควรดู

Writer : cozepond

: 18 มิถุนายน 2562

ธงสีรุ้งโบกสะบัดอยู่ ณ ทั่วทุกมุมหัวเมืองใหญ่ในมิถุนายน เดือนแห่ง Pride Month เป็นช่วงเวลาแสนพิเศษของ LGBTQ ที่จะได้แสดงออกถึงสิทธิในการรักใครก็ได้ เพราะทุกคนมีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม 

ในวันนี้ Mango Zero ก็ขอร่วมสนับสนุนในการแสดงความเท่าเทียมกันทางเพศ ด้วย 8 ภาพยนตร์ LGBTQ แล้วคุณจะเห็นว่าความสวยงามของความรัก เกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบ : )

รักแห่งสยาม (2007)

ถือเป็นเรื่องที่โด่งดังมากในช่วงที่หนังเปิดตัว เพราะไทยในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีหนังแนวนี้ออกมามากนัก แต่ก็ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นเรื่องราวของสองเพื่อนสนิทโต้ง และ มิว ที่ต่างก็พบกับเรื่องบอบช้ำในอดีต แม้สุดท้ายแล้วทั้งคู่รู้หัวใจตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถคบกันได้เพราะปัญหาในเรื่องการยอมรับจากคนรอบข้าง

ด้วยโลเคชันที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และนักแสดงที่เข้าถึงบทบาททุกวัย ทำให้ทุกคนอินและเข้าถึงได้ไม่ยาก หนังเรื่องนี้ได้พาเราทุกคนค่อยๆ เปิดใจยอมรับ ทั้งกับภาพยนตร์และตัวเองไปพร้อมๆ กัน

Blue is the warmest colour (2013)

เมื่อ “อเดล” เด็กสาวชนชั้นแรงงาน ให้ความสนใจในวิชาการและไม่ยี่หระต่อสังคม ได้มาเจอกับ เอมม่า หญิงสาวผมสีฟ้าผู้หลงใหลในความเป็นศิลปะ และพาอเดลก้าวเข้าสู่โลกศิลปินของเธอ เรื่องราวเหมือนจะเรียบง่ายถ้าทั้งคู่ไม่เจอเข้ากับปัญหาบางอย่างเข้าซะก่อน

หนังดีกรีรางวัลปาล์มทองคำจากคานส์เมื่อปี 2013 แม้ในภายหลังสองสาวนักแสดงได้มีการเปิดเผยถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทำฉากแรงและหวือหวาที่ปรากฏให้เห็นในหนัง(ทำให้ได้รับการจำกัดเรทไว้ที่ 20 ปีขึ้นไป) แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าองค์ประกอบต่างๆ รวมถึงบทนั้น มอบข้อคิดเรื่องมุมมองของความรักให้เรามากมายได้เช่นเดียวกัน

Call me by your name (2017)

“เอลิโอ” เด็กหนุ่มวัย 17 อาศัยอยู่ที่อิตาลี ต้องมาดูแล “โอลิเวอร์” ชาวอเมริกันวัย 24  ผู้ช่วยของพ่อที่มาอยู่ร่วมชายคาชั่วคราว ในตอนแรกดูเหมือนหนุ่มน้อยจะไม่ชอบหน้าเพราะต้องแบ่งห้องให้ ซ้ำยังต้องเป็นไกด์จำเป็นพาทัวร์เมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบว่าตัวเองโดนสเน่ห์ของหนุ่มอเมริกันดึงดูดจนตกหลุมรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น แม้ว่าเอลิโอจะมีแฟนสาวอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากจะมีภาษาอิตาเลียนท้องถิ่นแทรกเข้ามาประปรายอยู่ในหนังแล้ว ยังเพิ่มความคลาสสิคด้วยวิวและฉากต่างๆ ที่สวยงามจนต้องกลับมาดูซ้ำๆ รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังการเซ็ทแสงที่สวยงามจนกลายเป็นเมืองในฝันนั้น เป็นฝีมือของผู้กำกับภาพชาวไทย คุณสยมภู มุกดีพร้อม นั่นเอง

Carol (2015)

หนังรักที่เซ็ทฉากยุค 50 มีตัวละครหลักคือ “แครอล” สาวไฮโซและมีความเป็นผู้ใหญ่สูง แต่งงานมีลูกกับสามีและใช้ชีวิตตามสังคมทั่วไป จนกระทั่งได้มาเจอกับ “เทเรส” พนักงานห้างที่มีความเป็นเด็กอย่างชัดเจนในบุคลิก ทั้งคู่เริ่มตกหลุมรักกันมากขึ้น แต่ต้องกดความรู้สึกไว้ ด้วยความเหลื่อมล้ำของสังคมในสมัยนั้น และบทบาทความเป็นแม่ของแครอล เกิดเป็นข้อกังขาทางศีลธรรม ว่าสิ่งไหนกันแน่คือความถูกต้อง

หนังเรื่องนี้ดำเนินไปอย่างช้าๆ ด้วยการสงวนทีท่า แต่แสดงออกถึงความรักอย่างแจ่มชัดผ่านทางสายตาของตัวละคร ทิ้งช่วงเวลาให้เราได้ร่วมขบคิด

Moonlight (2016)

“ไชรอน” ชายผิวสีที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ หนังเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอน เหมือนกับชื่อของไชรอนที่ถูกเรียกจากคนรอบๆข้าง คือ ลิตเติ้ล ไชรอน และ แบล็ค ในแต่ละตอนเขาพบกับปัญหาแตกต่างกันไป แต่ทุกช่วงเวลาเต็มไปด้วยความเหงาและอึดอัดที่ตัวละครแสดงออกมาได้ดีมากๆ ทำให้คนดูรู้สึกเจ็บปวดไปพร้อมกัน

หากกำลังมองหาหนังเรียกน้ำตาและปลุกความอ่อนไหวในตัว ก็คงพลาดเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่แสดงถึงปัญหาระหว่างการยอมรับ แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องของปัญหาของชนชาติ สีผิว และมิตรภาพอีกด้วย

Boy Erased (2018)

“เจอราร์ด”ชายหนุ่มที่เติิบโตมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนา เมื่อทางบ้านรู้ว่าเขาเป็นเกย์ จึงถูกส่งไปยังสถานบำบัดด้วยความหวังว่าจะกลับมาเป็นผู้ชายเหมือนเดิม แต่ก็ยิ่งทำให้เจอราร์ดรู้และมั่นใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น ทางเลือกหลังจากนั้นจึงกลายเป็นครอบครัวหรือตัวเอง

หนังเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยนักแสดงระดับคุณภาพมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ลูคัส เฮ็ดจ์ นักแสดงหนุ่มที่เคยได้เข้าชิงรางวัลออสการ์จากหนังเรื่อง Manchester by the Sea

The Danish Girl (2015)

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 20 ที่เพศใดใดนอกจากหญิงและชาย นับว่าเป็นอาการป่วย มีคู่รักศิลปิน “ไอนาร์” และ “เกอร์ด้า” ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเรื่อยมา จนกระทั่งแฟนสาวเกอร์ด้า นึกสนุก จับไอนาร์ ปลอมตัวเป็นหญิงเข้าไปในงานเลี้ยงและมีผู้ชายเข้ามาจีบ หลังจากนั้นความรู้สึกของไอนาร์ก็เปลี่ยนไป

นอกจากจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ ไอนาร์ เวเกเนอร์ ศิลปินชาวเดนมาร์ก ก่อนจะผ่าตัดแปลงเพศเป็น ลิลี่ เอลบี ซึ่งถือการผ่าตัดทางเพศครั้งแรกๆ ของโลกแล้ว หนังเรื่องนี้ยังได้แสดงให้เห็นถึงวลีที่ว่า “แม้คนรักจะเปลี่ยนไป แต่ความรักที่มีให้ยังคงเดิม” อย่างเป็นรูปธรรมต่อคนดูได้อย่างถ่องแท้อีกด้วย

Love, Simon (2018)

กลับมาที่หนังรักฟีลกู๊ดในยุคปัจจุบันกันบ้าง “ไซมอน” ชายหนุ่มที่ปกปิดความเป็นเกย์ของตัวเองมาตลอด ได้อีเมลล์แชทกับบุคคลนิรนามชื่อว่า “บลู”  ด้วยความสบายใจ(และหลงรัก) สุดท้ายจึงยอมบอกความลับกับคนแปลกหน้า ซึ่งเข้าตามตำราเพราะไม่นานต่อมาได้มีมือดีเปิดเผยแชท! หลังจากนั้นการใช้ชีวิตของไซมอนก็เปลี่ยนไป

นอกจากจะสอนเกี่ยวกับการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้ว หนังเรื่องนี้ยังได้ Troye Sivan มาร้องเพลงประกอบเพิ่มความฟินและฟีลกู๊ดอย่าง “strawberries and cigarettes” กันอีกด้วย

 

Writer Profile : cozepond
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post
17 หนังน่าดูที่จ่อคิวเข้าฉายในครึ่งปีหลัง 2018 #มาเอาเงินฉันไปเลยจ้า

17 หนังน่าดูที่จ่อคิวเข้าฉายในครึ่งปีหลัง 2018 #มาเอาเงินฉันไปเลยจ้า

เพลงจากหนัง Your Name สร้างปรากฏการณ์ กวาดอันดับ 1-5 รวดใน iTunes Store Thailand !!

"น้องพี่ที่รัก" 200 ล้านแล้ว เตรียมแถลงข่าววันนี้ 16 พ.ค. พร้อมกับผู้กำกับและนักแสดง

Netflix เข้าชิง Emmy 112 รางวัล ปาดหน้า HBO แชมป์ชิงมากสุด 17 ปี

10 เคล็ดลับ Lifehacks Netflix เพื่อชีวิตคนติดซีรี่ส์ ฟินขึ้น 10 เท่า

10 ยูทูบเบอร์เพศที่สามดูสนุกและสอดแทรกสาระความรู้

เฌอปราง ควงคู่ เจมส์ ชมหนังรอบพิเศษ HomeStay สำหรับผู้พิการทางสายตา บ่ายสามวันอาทิตย์ที่ SF World Cinema CTW

ปักหมุดหนังใหม่ 2018 : ช่วงเทศกาลดีต่อใจ

ปักหมุดหนังใหม่ 2018 : ช่วงเทศกาลดีต่อใจ

NETFLIX สหรัฐฯ ปรับขึ้นราคาแพ็กเกจ 13-18% เป็นเดือนละ 9-14 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ตุ้งแช่! ชวนไปดูหนังพร้อมลุ้นทองฉลองตรุษจีน ที่ SF

สัมภาษณ์พิเศษ : ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก กับวีรกรรมวัยเด็ก ความรัก และเฟรนด์โซน

ดูแล้วไม่มีงง! กับ 5 คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนไปดู “กัปตัน มาร์เวล”

รีวิวแบบรีบๆ Avengers : Endgame Exclusive Box Set ใหม่จากโค้ก

คู่มือหนีภัย! หลบสปอยล์ยังไงให้รอด