The Zero Junior : The real prelude to my twentysomething

Writer : NooNurse

: 9 สิงหาคม 2562

2 เดือน ลืมตาแป๊บเดียวก็จบแล้ว

นี่คือประโยคที่ พี่เอ็ม @Khajochi Managing Director ของ The Zero Publishing พูดกับเราและเพื่อนๆ เด็กฝึกงานที่ห้องประชุมเล็กในวันแรกที่เราเข้าออฟฟิศในฐานะเด็กฝึกงาน 

ช่วงนี้เป็นเวลาปิดเทอมของนิสิตนักศึกษาก่อนจะเริ่มปีการศึกษาใหม่ หลายคนก็เลือกที่จะใช้เวลาว่างหลายเดือนนี้ในการไปฝึกงานกับบริษัทต่างๆ เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนอื่นขอแนะนำตัวสักเล็กน้อยค่ะ เราชื่อ เนิร์ส กำลังเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้เป็นเด็กฝึกงานในโครงการ LAB RABBIT #1 ของ Rabbit Digital Group ซึ่งมีบริษัทในเครือ 5 บริษัทอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน รวมถึง The Zero Publishing ที่ทำ Mango Zero นั่นเอง ตำแหน่งที่เราฝึกงานคือ Project Manager ของ The Zero ค่ะ ได้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก อยากจะแชร์ประสบการณ์ ยาวมาก ลุย!

Prelude to LAB RABBIT #1

แรกเริ่มเดิมทีเราไม่ได้มีความคิดที่จะฝึกงานในแวดวง Publisher เลย เราไม่ได้วางแผนอย่างจริงจังขนาดนั้นว่าอยากทำงานอะไร คณะก็ไม่ได้บังคับฝึกงานด้วย เราเลยลองสมัครหลายๆ บริษัทที่สนใจ ในหลายๆ ตำแหน่ง เพราะอยากลองทำในสิ่งที่ไม่ได้เรียน ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่า The Zero เปิดรับเด็กฝึกงานของ LAB RABBIT ด้วย เราเข้าใจว่ามีแค่รับเองแบบ The Zero Junior ตอนสัมภาษณ์จะไปได้หลายบริษัท ตกใจอยู่เหมือนกันที่ได้เข้าไปสัมภาษณ์ที่ The Zero ด้วย โชคดีที่เราก็ติดตามอ่านงานของ Mango Zero และ Rainmaker เลยพอเห็นภาพว่าเป็นบริษัทอะไร แต่พูดจากใจจริงเลยค่ะว่าก่อนมาเราไม่รู้ขอบเขตงานที่แน่ชัดของตำแหน่ง Project Manager ด้วยซ้ำ ขอบคุณพี่ๆ HR ของ RDG และ พี่ๆ ที่ The Zero มากๆๆ เลยนะคะที่รับเนิร์สเข้ามาฝึกงาน เย่ๆ

ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็น The Zero Junior รุ่นที่ 3 พร้อมกับเพื่อนใหม่อีกสามคนที่มาฝึกงานกันคนละตำแหน่งทั้ง Video Editor, Content Creator และ Graphic Designer

งานที่ทำตลอด 2 เดือน 

เกริ่นมาเยอะมาก ขอเข้าเรื่องงานเลย งานของ Project Manager ที่นี่คือ การบริหารจัดการโปรเจกต์ต่างๆ จัดการเรื่องงบประมาณ ทำบัญชี ประสานงานกับทีมงานทั้งภายในและภายนอก เน้นดูแลงานภายใน รวมถึงจัดอีเวนท์ของบริษัทด้วย อย่างไรก็ตาม เพราะว่าเราเข้ามาในโครงการ LAB RABBIT ซึ่งมีโปรเจกต์ฝึกงานให้ทำด้วย การฝึกงานของเราจึงมีความหลากหลาย ขอเล่าเป็น 3 พาร์ทนะคะ

Project Manager (PM) : งานบัญชี งานอีเวนท์ และเรื่องคน

อย่างที่กล่าวข้างต้นเกี่ยวกับงานหลักๆ ของตำแหน่ง PM ไปแล้ว คือการบริหารจัดการเรื่องในทีม อาจจะดูเหมือนเครียด แต่ไม่เลยค่ะ บรรยากาศที่ The Zero ดูสนุกๆ สดใสมาก เวลาเข้างานมีความยืดหยุ่น เข้าออฟฟิศในแต่ละวันให้ครบ 8 ชั่วโมงก็โอเค ระหว่างนี้ไม่จำเป็นต้องนั่งที่ออฟฟิศตลอดก็ได้ อย่างถ้าสาย content creator ที่ต้องคิดงาน หาไอเดีย ออกไปนั่งคาเฟ่ก็ไม่ว่ากัน 

งานในแต่ละวันของเรามีหลายอย่าง ด้านงานเอกสารก็เป็นเรื่องเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการทำคอนเทนต์ เช่น ค่าเดินทางไปถ่ายงาน ค่าอุปกรณ์ ค่าขนส่ง งานส่วนนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเราประมาณหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องดีนะที่ได้รู้กระบวนการหลังบ้าน อย่าง PO / Reimbursement ก็มาเรียนรู้จากที่นี่เลย นอกจากนี้ งานอื่นๆ ที่ PM ทำ คือดูแลเรื่องยิบย่อยต่างๆ ในออฟฟิศ เช่น ไปซื้อขนมของออฟฟิศ เบิกอุปกรณ์ และต้องคอยประสานงานให้คนในทีมกับแผนกอื่นๆ เกี่ยวกับงานหรือเรื่องเงินๆ บ้าง 

อีกหน้าที่หนึ่งของ PM คือการทำอีเวนท์ The Zero มีเว็บในเครืออีกเว็บคือ Rainmaker ซึ่งเป็น community สำหรับคนที่สนใจหรือกำลังทำงานสายคอนเทนต์ และได้มีการจัดงานทอล์กเป็นประจำทุกๆ เดือน เราเองก็ได้มีโอกาสจัดเองด้วย โดยทั่วไป PM จะเป็นคนที่ติดต่อแขกจากภายนอกและดูแลการจัดงานอย่างสถานที่ อาหารว่าง ฯลฯ

งานทอล์กของ Rainmaker คืองาน iCreator Meetup เดือนแรกที่เราอยู่จัดในหัวข้อ Beauty Influencer ซึ่งเราก็ได้ไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ สถานที่ ลงทะเบียน จัดอาหารว่าง และเขียนสรุปงานลงเว็บไซต์ ส่วนของเดือนที่สอง พี่เอ็มให้โอกาสเด็ก Junior ทำเป็นหลักเลย โดยมีพี่ๆ คอยสนับสนุน

iCreator Meetup ประจำเดือนกรกฎาคมจัดขึ้นในหัวข้อ YouTube Trending เราได้เริ่มเตรียมตั้งแต่การหา Guest Speaker ที่จะมาพูดคุยในงานเลย จริงๆ สำหรับเราก็เปิดโลกอยู่นะ เพราะเราไม่ค่อยติดตาม YouTuber ไทยสักเท่าไหร่ ดูของต่างประเทศบ่อยกว่า เพื่อนๆ Junior และพี่ๆ ก็ช่วยในส่วนนี้เยอะมาก ต่อมาเป็นเรื่องการติดต่อสปีคเกอร์ ที่เราได้เป็นคนประสานงานเองโดยมีพี่ๆ คอยซัพพอร์ต ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ได้เรียนรู้หลายอย่าง เช่น ติดต่อในฐานะสื่อต้องพูดคุยยังไง ต้องมีแผนสำรองยังไงบ้าง นอกจากนี้ก็ได้ทำ PR อีเวนท์เองด้วย อย่างการโพสต์ลงเพจ ลงเว็บไซต์ และเปิดรับลงทะเบียน ในทีม Junior เราก็ได้พูดคุยกันทำงานที่ถนัดและสะดวกทำกัน เช่น งานกราฟิกต่างๆ, ร่าง Moderator Script ก็ได้เพื่อนๆ ในทีมช่วยทำ ส่วนเราก็คอยประสานกับทีมงาน Rainmaker, สปีคเกอร์, ร้านทำป้ายต่างๆ และพี่ๆ ในออฟฟิศเรื่องเอกสารและสถานที่ วันงานมีคนมาร่วมงานเยอะมากๆ งานสนุก แทบจะไม่มีปัญหา พี่ๆ บอกว่างานออกมาดี พวกเราชาว Junior ก็ปลื้มใจกันไปค่า

The Zero Junior #3 Project : 2 เดือนกับคอนเทนต์แฟนคลับ K-pop

วันแรกที่เข้าออฟฟิศ พี่เอ็มก็ให้งานใหญ่ของ 2 เดือนตลอดการฝึกงานเลย โจทย์คือให้เด็ก Junior พวกเรา 4 คนทำงานด้วยกัน 1 โปรเจกต์ โดยทำ Content Series ลง Mango Zero 1 เรื่องใหญ่ ลงทุกๆ สัปดาห์จนจบการฝึกงาน มีทั้ง Infographic, บทความ, บทสัมภาษณ์, วิดีโอ แล้วสรุปเป็น Longform Article ต้องเสนอหัวข้อภายใน 1-2 วัน พวกเราพยายามหาเรื่องที่มีความสนใจร่วมกันและเป็นไปได้ที่จะทำในระยะเวลา 2 เดือน สุดท้ายก็เคาะได้เป็นเรื่อง “K-POP Fanclub ในประเทศไทย” เพราะเราก็มีมุมเป็นแฟนคลับแฟนเพลงศิลปินเกาหลีกันอยู่แล้ว โปรเจกต์นี้ได้ช่วยกันกำหนดเนื้อหา, outline, คนที่จะไปสัมภาษณ์ เพื่อนๆ เก่งกันมากๆ หลายคอนเทนต์ต้องสรุปข้อมูลเยอะมาก เราเห็นถึงความตั้งใจของทุกคนเลย ใครสนใจก็เข้าไปอ่านกันได้ค่า ส่วนตัวเรามองว่าการทำโปรเจกต์แบบนี้มันดีมากนะ ได้วางแผนทำงานกันเป็นทีม Brainstorm กัน ทำให้เห็นมุมมองของหลายๆ คน ทั้งจากคนในทีมและหลายๆ คนที่พวกเราสัมภาษณ์ และได้พูดคุยกันถึงประเด็นต่างๆ ที่แตกออกไปนอกเหนือจากมิติความเป็นแฟนคลับศิลปิน 

LAB RABBIT #1 Project 

LAB RABBIT เป็นโครงการฝึกงานที่ให้พวกเราทำโปรเจกต์หนึ่งร่วมกับเพื่อนๆ จากบริษัทอื่นในเครือ RDG ด้วยกัน โจทย์คือ การสื่อสารให้คนในองค์กรและคนภายนอกรู้และเข้าใจว่า RDG กำลังจะเป็น Creative Data-Driven Company เป็นงานที่หินอยู่พอสมควร เพราะเราต้องรู้และศึกษา Insight จากคนในองค์กรก่อน และต้องเข้าใจเรื่องการนำ Data มาใช้กับงาน Creative อยู่บ้าง การทำโปรเจกต์นี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ในการเรียนรู้งานสายอื่นๆ เราได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันอยู่บ่อยๆ กับเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งประกอบไปด้วยเด็กฝึกงานจาก Rabbit’s Tale ทำงาน Creative, Moonshot ทำ PR, Code & Craft ทำเว็บไซต์ งานดิจิทัลต่างๆ และเราที่ฝึกอยู่ The Zero ซึ่งทำ Content Publishing สำหรับเราถือว่าใหม่มากกกกับการทำโปรเจกต์แบบนี้ ก็ได้เรียนรู้จากพี่ๆ ในออฟฟิศ เพื่อนๆ ว่าต้องเตรียมงานไป Pitching ยังไง เรารู้จัก Gantt Chart จากที่นี่ ขนาดนั้นเลย นอกจากได้รู้จักกับงานสาย Agency ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการได้ศึกษา ได้เรียนรู้เรื่อง Data ในหลายแง่มุม ก่อนหน้านี้เราก็มีความสนใจเรื่อง Data อยู่บ้าง พอได้มาทำโปรเจกต์นี้ก็ได้รู้จัก Data Activation ที่ Alchemist บริษัทในเครือ RDG กำลังทำอยู่ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีประโยชน์มาก สัปดาห์สุดท้ายของการฝึกงานต้องไปนำเสนอให้พี่ๆ Executive ฟัง ตอนที่เขียนอยู่ยังไม่ถึงวันนั้น แต่คาดว่าพี่ๆ คงมีคอมเมนต์หรือมีคำถามเยอะแน่ๆ

Training 

เราได้เข้าคลาสเรียนจากทั้งของ LAB RABBIT และ The Zero ที่ The Zero ทุกๆ สัปดาห์นอกจากจะมีประชุมรวม ก็มีช่วงให้ความรู้ บางครั้งก็ได้ฟังจากพี่เอ็มเอง เท่าที่เราได้เข้าร่วมมีหัวข้อเกี่ยวกับการบรีฟงานลูกค้า, การ boost โพสต์บน Facebook, ฟังประสบการณ์จากพี่ๆ ในแวดวงงานสายคอนเทนต์ที่พี่เอ็มเชิญมา เรามองว่าทุกอย่างมันเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสที่ดีกับทุกคนเลย ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม ดีใจที่ได้ฟัง 

คลาสของ LAB RABBIT มี 7 คลาส สอนโดยพี่ๆ จากบริษัททั้ง 5 ของ RDG หัวข้อน่าสนใจทั้งนั้น ทั้ง How to make effective marketing communication, Strategy World, Intro to Data Activation, How to create creative work, Content and Social media, Technology for Digital Production และ The Journey of Rabbit นอกจากความรู้จากประสบการณ์ของพี่ๆ ยังได้เห็น case study ที่น่าสนใจหลายเคส

At The Burrow: RDG and The Zero 

ในมุมมองของเด็กฝึกงาน มีหลายอย่างที่เราชอบและแฮปปี้กับโพรงกระต่ายแห่งนี้ แน่นอนว่าบรรยากาศโดยรวมที่สดใส สบายๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราชอบที่สุดในออฟฟิศนี้คือ การที่มีกลุ่มคนที่ทำงานและมีความสนใจในเรื่องที่ต่างกันมาอยู่ด้วยกัน อย่างที่ The Zero มีทีมงานหลายเว็บ ทีม Parents One ก็พูดคุยและทำงานกับ Thumbsup ได้ แม้ออฟฟิศอื่นก็อาจจะมีแบบนี้ เราไม่รู้ความต่างแต่เราคิดว่าบรรยากาศและการทำงานที่นี่มันเอื้อให้ทุกคนทำงานร่วมกัน ได้แชร์ความรู้และประสบการณ์กันได้ ไลฟ์สไตล์ที่นี่ lively มาก ต่อให้ไม่มีเรื่องคุย ก็มาเล่นบอร์ดเกม เล่นปิงปองด้วยกันก็ได้

OUTRO

เราเคยคิดว่าการฝึกงานคงเป็นเหมือน Interlude ของช่วงอายุ 20 ที่เข้ามาคั่นกลางระหว่างชีวิตในคณะและตอนเรียนจบ แต่แท้จริงแล้ว 2 เดือนที่นี่เป็นเหมือน Prelude ก่อนที่เราจะได้เผชิญกับชีวิตช่วงอายุ 20 จริงๆ ซะมากกว่า เราได้เห็นคนที่เปลี่ยนความชอบให้เป็นพลัง ได้เห็นคนที่ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลานอนแต่ก็แฮปปี้ ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนหลายกลุ่ม เราบอกไม่ได้หรอกว่าเราพร้อมกับชีวิต First Jobber หรือยัง แต่สิ่งที่เราในวัย 22 ได้เรียนรู้ในช่วง 2 เดือนนี้ คือ เห้ย เราจะ Take action กับเรื่องที่อยากทำอย่างจริงจังบ้าง 

2 เดือน ลืมตาแป๊บเดียวก็จบแล้วอย่างที่พี่เอ็มพูดจริงๆ แต่พอลืมตาแล้วก็รู้สึกว่าเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าสองเดือนที่แล้วนะ

Big Thanks to

พี่เอ็ม MD, พี่แพร PM, พี่ไอซ์ พี่แซม กองบก. Mango Zero, AE พี่แพรว พี่ส้มโอ, พี่นกแก้วและ Rainmaker, ชาว The Zero Junior #3 ฟ่อน มีน น้ำหวาน, ทีม Thumbsup พี่เมซ พี่บี พี่เจฟ, ทีม Mango Zero พี่บูม พี่มิน พี่พอนด์ พี่ตี๊, ทีม Parents One พี่แป้ง พี่เมย์ยุ่ย พี่บีม, ทีม GG2 พี่นัท1 พี่นัท2, ทีม Video Creator พี่เอิร์ธ1 พี่เอิร์ธ2 พี่โค้ช พี่แมค, ชาว The Zero ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ, เพื่อนทีม Oberon เพื่อนๆ LAB RABBIT และพี่ๆ ที่ RDG ด้วยค่า

Big love from NURSE 🙂

Writer Profile : NooNurse
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post
7 เรื่องจริงที่คุณจะได้เผชิญเมื่อฝึกงานในโครงการ LAB RABBIT และ Mango Zero

7 เรื่องจริงที่คุณจะได้เผชิญเมื่อฝึกงานในโครงการ LAB RABBIT และ Mango Zero

สิ่งที่ฉันได้ทำเมื่อฝึกงานที่ Mango Zero

เรื่องราวของเราใน 67 วันกับการฝึกงานที่ Mango Zero

สัมภาษณ์เบื้องหลังการออกแบบโพรงกระต่าย Rabbit Digital Group จากโกดังเก็บเหล็กสู่ออฟฟิศสุดสวย

10+1 สวัสดิการเจ๋งๆ เมื่อคุณร่วมงานกับ Mango Zero และ ParentsOne

ความทรงจำดีๆ ในการฝึกงานที่ Mango Zero

5 ความจริงของพี่ในออฟฟิศที่น้องฝึกงานไม่เข้าใจ

Rabbit Digital Group ฉลองวันเกิดครบ 8 ปีทำ คลิป พา เจ้านาย - ลูกน้อง เข้าเครื่องจับเท็จ

Rabbit Digital Group ฉลองวันเกิดครบ 8 ปีทำ คลิป พา เจ้านาย - ลูกน้อง เข้าเครื่องจับเท็จ

รีวิว การฝึกงานที่ให้อะไรมากกว่าการฝึกงาน

แก้ชง !! Rabbit Digital Group เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Chicken Digital Group แก้ปัญหาปีกระต่ายชง

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนลูกค้างดใช้ถุงพลาสติก 4 ธ.ค. วันสิ่งแวดล้อมไทย

ตามคาด! กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 2 เมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกของปีนี้

สวัสดีปีใหม่ 27 ธ.ค. 61 – 3 ม.ค. 62 การทางพิเศษฯ ยกเว้นค่าทางด่วนบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก

กสทช. ให้ใช้เน็ตฟรี 3 ปี สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ รวม 1.8 ล้านคน เริ่ม พ.ค. ปีหน้า