เจาะเบื้องหลังทีม UX/UI ดีไซน์เนอร์แอปฯ ‘K PLUS’ ที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน

Writer : Nokkaew

: 11 มิถุนายน 2562

เจาะลึกเบื้องหลังแอปฯ K PLUS

ปัจจุบันนี้แอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้งไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป หลายธนาคาร แทบทุกธนาคารมีโมบายแบงกิ้งของตัวเองทั้งสิ้น และธนาคารหนึ่งที่ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกธนาคารบนมือถือคือธนาคารกสิกรไทยที่ปัจจุบันมีสถิติผู้ใช้งานแอป K PLUS กว่า 11 ล้านราย มากที่สุดในปัจจุบัน

ล่าสุด K PLUS ทำการเปลี่ยนโฉมและยกเครื่องใหม่หมดทั้งหน้าตาและความสามารถโดยใส่ AI เข้าไปในแอปเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าและนำเสนอบริการให้ลูกค้า ให้ตรงใจมากขึ้น การปรับโฉม K PLUS ใหม่เริ่มต้นอย่างไรใช้เวลาแค่ไหน มีคนร่วมโปรเจกต์ออกแบบกี่คน การพัฒนาแอปใหญ่ๆ คนใช้งานกว่า 11 ล้านราย ที่คนไทยทำขึ้นมาเองทั้งหมดนั้นพวกเขาทำงานกันอย่างไร

นี่คือเบื้องหลังของการพัฒนาโฉมใหม่ของแอป K PLUS แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มาจากทีมพัฒนา UX/UI โดยตรง และเรามั่นใจว่า ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนแน่ๆ

“เปลี่ยน…เพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

ก่อนการเปลี่ยนโฉม K PLUS ครั้งใหญ่

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อนหรือปี 2013 ธนาคารกสิกรไทยประกาศเปิดตัวแอปโมบายแบงกิ้งครั้งแรกในชื่อว่า ‘K-Mobile Banking PLUS’ ให้ลูกค้าดาวน์โหลดใช้กัน

โดยในวันนั้นธนาคารกสิกรไทย ไม่ได้เริ่มต้นทำแอปเป็นที่แรกแต่ก็เริ่มมีคนเปิดใจยอมใช้งาน K-Mobile Banking PLUS กันอย่างล้นหลาม

หลังจาก K-Mobile Banking PLUS เปิดตัวตัวมาได้ไม่นาน ก็ขึ้นแท่นกลายเป็นแอปธนาคารบนมือถือที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งขณะนั้น  K-Mobile Banking PLUS ถือเป็นแอปธนาคารบนมือถือที่มียอดผู้ใช้งานสูงที่สุดในประเทศไทย

แม้ในช่วงแรกฟีเจอร์ที่มียังไม่มาก ที่ว่าโดดเด่นที่สุดก็คือการโอนเงิน และเช็คยอดเงิน หลังจากนั้นจึงเริ่มเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อให้ลูกค้าสะดวกสบายขึ้น

เนื่องจากว่าแอปถูกใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว จึงต้องถูกแปลงทั้งหน้าตาและเทคโนโลยี ให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการเหตุผลของการเปลี่ยนโฉมใหม่นั้นเนื่องจากว่าความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงไป

ประกอบกับเทคโนโลยีของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จึงมีการพัฒนาแอป K PLUS โฉมใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากยิ่งขึ้น 

หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อแอปใหม่เป็น K PLUS พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่ทั้งหมดเมื่อปี 2017 โดยผู้พัฒนาแอปคือ บริษัทของธนาคารกสิกรไทย ‘กสิกร บิซิเนสเทคโนโลยี กรุ๊ป‘ หรือ ‘KBTG’  

ซึ่งพัฒนาในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานที่ทำให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ K PLUS มียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 11 ล้านราย

ทว่าในวันที่มีคนใช้งาน K PLUS แตะที่ 9.4 ล้านคน (สถิติเมื่อกันยายน 2018) จะทำให้ลูกค้าใช้งาน K PLUS โฉมใหม่อย่างราบรื่นได้อย่างไร และยังคงมั่นใจเหมือนเดิม แม้จะเปลี่ยนไปราวกับคนที่ไม่รู้จักกัน

โจทย์เหล่านี้คือสิ่งที่ถูกส่งต่อให้ด่านแรก นั่นคือฝ่ายออกแบบ UX/UI ที่ถือเป็นประสบการณ์ในการใช้งานและหน้าตาหลักของแอป K PLUS ที่สำคัญที่สุด

กระทั่งปี 2018 หลังเปิดตัวแอปโมบายแบงกิ้งมา 5 ปีกว่า ธนาคารกสิกรไทย ก็ประกาศเปิดตัวแอป K PLUS โฉมใหม่อีกครั้ง (ทีมพัฒนาเรียกว่า K PLUS 5.0)  ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงหน้าตาเท่านั้น แต่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่ทั้งหมด

การยกเครื่องใหม่ และใส่เทคโนโลยีลงไป เป็นเรื่องที่ท้าทายคนทำมากๆ เพราะการเปลี่ยนในวันที่ทุกคนคุ้นเคยกับการใช้งานอยู่แล้วนั้น ค่อนข้างเสี่ยงแต่พวกเขาก็ต้องทำเพราะ ถึงเวลาต้อง “เปลี่ยน…เพื่อสิ่งที่ดีกว่า

โปรเจ็กเปลี่ยนร่าง  K PLUS โฉมใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปี 2017 นั่นคือหมุดหมายแรกของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนโฉมหน้าของ K PLUS ที่เริ่มต้นด้วยคนเพียง 5 คน


รู้จักทีมดีไซน์แอป K PLUS 

ในมุมมองของคนนอกวงการอาจจะคิดว่าการปรับโฉมแอปที่เป็นอาวุธหลักของ KBank นั้นต้องใช้ทีมงานใหญ่แค่ไหน ต้องเป็นทีมงานที่อายุและประสบการณ์สูงแน่นอน แต่จริงๆ แล้ว ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนโฉมหน้า UX/UI ครั้งใหญ่ของ K PLUS คือทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่

ซึ่งทีมนี้เริ่มต้นจากดีไซน์เนอร์เพียง 5 คน จากนั้นก็ขยายทีมเพิ่มเป็น 17 คน เป็นดีไซน์เนอร์ทั้งหมดเพื่อช่วยกันพัฒนาหน้าตาของ K PLUS ซึ่งใช้ความหลากหลายของทีมงานสร้างแอปใหม่ขึ้นมา 

ที่น่าสนใจคือทีมงานส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 20 กว่าๆ เท่านั้น และหลายคนคือคนรุ่นใหม่ แต่พวกเขาสามารถออกแบบแอปที่มีคนใช้งานหลัก 11 ล้านรายได้ 

ขุมกำลังสำคัญในการพัฒนาโปรเจกต์นี้ให้ออกมาราบรื่นมากที่สุดนี่คือตัวละครสำคัญในภารกิจนี้

วัชรพงษ์ ตรีรัตนพันธ์ – Advance Designer

หัวหน้าทีมพัฒนา UX/UI แอป K PLUS และยังเป็นคนที่ออกแบบโลโก้ใหม่ของ K PLUS ด้วย

ภารุจ พานทองดี – Associate designer 

ทีมพัฒนาอีกหนึ่งคนที่คอยดูแลภาพรวมของการออกแบบ K PLUS 

ทักษิณ แซ่ลิ้ม –  Associate Designer

ทีมพัฒนา UX/UI ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น K PLUS 5.0

พรกมล ประภาพรวรกุล – Associate Designer 

หนึ่งในสาวๆ จากโปรเจกต์ K PLUS  ที่เริ่มต้นตั้งแต่แรกและเป็นทีมพัฒนาที่อายุน้อยแต่สามารถทำงานใหญ่ได้

สรรพวิชญ์ ศิริผล – Senior Designer

ทีมพัฒนาระดับซีเนียร์ที่ดูแลความเรียบร้อยของการออกแบบแอปเขาคือปราการด่านสุดท้ายก่อนจะส่งไปให้แอป ดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาต่อ

ธราทร เรืองเวชภักดี – Associate Designer

อีกหนึ่งในทีมพัฒนา K PLUS ที่อายุน้อยแต่สามารถทำแอประดับ (เกิน) ร้อยล้านร่วมกับทีมพัฒนาได้แบบสบายๆ 


วิธีการทำงานของทีม K PLUS Designer 

การทำงานของทีมออกแบบแอป K PLUS ใหม่นั้นมีขั้นตอนในการทำงานอย่างไรเพื่อสร้างแอปที่สวย ใช้งานง่าย และมีความเสถียรมากๆ โดยเราได้แบ่งขั้นตอนการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันที่ K PLUS ใหม่เปิดตัวไว้ดังนี้

 

 

การทำแอป K PLUS แบ่งเป็น 3 ฝ่ายหลักคือ ฝ่าย Business หน้าที่คือการกำหนดทิศทางว่าอยากจะให้ K PLUS โฉมใหม่ปรับปรุงไปในทิศทางไหนฝ่าย UX/UI Designer ทำหน้าที่ออกแบบหน้าตาและวิธีการใช้งานทุกส่วนของแอป

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ สถาปนิกก็ไม่ผิด สุดท้ายคือฝ่าย App Developer ซึ่งถือเป็นผู้ก่อสร้างที่จะมาสานต่อไอเดียของสถาปนิกให้เป็นจริง

หลังจากรับโจทย์มาจากฝ่ายพัฒนาธุรกิจว่าอยากจะทำอย่างไรให้แอปมีความฉลาดขึ้น มีการผสมผสาน AI ลงไปเพื่อช่วยแนะนำให้คนใช้งานสะดวกมากขึ้น และแอปต้องยืดหยุ่น

ตอบสนองหน้าตาที่เปลี่ยนไป หรือสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปได้ในอนาคตทำให้แอปไม่อยู่นิ่งกับที่ แล้วฝ่ายดีไซน์เนอร์ ก็จะเป็นผู้นำโจทย์นั้นไปคิดต่อ

ในวันที่ฝ่ายดีไซน์เนอร์รับโจทย์มาคือต้องเข้าไปพูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้ใช้งาน ทำการสำรวจผู้ใช้งานแอปว่ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร ใช้เงินกันอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากได้อะไร

เพื่อจะได้เอามาปรับปรุงในสิ่งที่ลูกค้าต้องการหรืออยากได้ โดยสิ่งที่ดีไซน์เนอร์คิดคือการลองสมมติว่าตัวเองเป็นคนใช้งานที่ต้องใช้แอปนี้จริงๆจะใช้ได้ไหม

จากนั้นนำความต้องการของผู้ใช้งานมาตีความและถ่ายทอดลงในงานออกแบบ ซึ่งการออกแบบจะถูกร่างลงมาบนกระดาษ หรือกระดาษโพสต์อิทก่อน

จนแน่ใจแล้วถึงนำไปทำให้ออกมาเป็นรูปร่างในโปรแกรม Sketch ที่ใช้ในการออกแบบ

ระหว่างออกแบบก็ต้องคิดถึงฟีเจอร์แต่ละหน้าด้วยว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งวิธีการคิดพัฒนาฟีเจอร์ของ K PLUS คือไม่ได้มองว่าแอปทำหน้าที่แค่ย้ายเงินจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งเท่านั้น แต่ต้องมองว่าแอปทำให้มีประโยชน์และมีความหมายกับผู้ใช้งานมากกว่าเดิม

ระหว่างทำงาน ทุกเช้าทีมดีไซน์เนอร์จะประชุมกันตลอด และมีการ อัพเดทกันเสมอ ว่าใครกำลังทำอะไรโดยจะมีโพสต์อิทติดบนกระดานเพื่อดูความคืบหน้าของงานที่ได้รับมอบหมาย ช่วงปลายอาทิตย์ก็จะมาเช็คกันอีกทีว่างานที่วางไว้ตรงตามตารางไหม เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรให้ต้องแก้ไข

เมื่อการออกแบบลงตัวแล้ว ส่งตรวจแล้วจนไม่ได้แก้ไขอะไรเพิ่มเติม ก็จะส่งต่องานดีไซน์นั้นไปให้ฝ่ายแอป ดีเวลลอปเปอร์ สร้างให้แอปนั้นใช้งานได้จริงโดยจะใช้การส่งงานด้วยโปรแกรม Zeplin ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำงานหนักที่สุด

เมื่อแอปถูกออกแบบมาแล้วก็จะนำมาทดสอบกับผู้ใช้งาน จนมั่นใจว่าไม่มีบั๊คใดๆ ก็ประกาศวันที่ปล่อยแอป หลังจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของทีมพีอาร์ที่จะทำหน้าที่กระจายข่าวต่อไป


เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน 

เครื่องมือที่ใช้ก็ต้องมีการปรับใหม่ เมื่อก่อนสมัยที่ยังเป็น K PLUS เวอร์ชั่นเก่า การออกแบบทำด้วยโปรแกรม Photoshop และ Illustrator ซึ่งมีปัญหาในการส่งต่องานให้ฝ่ายแอป ดีเวลลอปเปอร์ ที่จะเอาสิ่งที่ออกแบบไปพัฒนาต่อทำให้เกิดความ ‘ไม่ตรงปก‘ ตอนพัฒนา K PLUS จึงต้องเปลี่ยนเครื่องมือในการทำงานเป็น 4 โปรแกรมหลักๆ มีดังนี้

 

Sketchโปรแกรมหลักที่เอาไว้สำหรับออกแบบ UI บนโทรศัพท์ หรือเว็บไซต์โดยเฉพาะซึ่งมีความสามารถเหมือน Photoshop ผสมกับ Illustrator 

แต่ทำงานง่ายกว่ากันมาก เป็นหนึ่งในโปรแกรมยอดนิยมของคนทำงานออกแบบที่ใช้งานง่ายกว่า Photoshop และ Illustrator  

Zeplin :  เป็นเครื่องมือที่ดีไซน์เนอร์ใช้ส่งต่องานให้กับแอป ดีเวลลอปเปอร์ นำสิ่งที่ออกแบบให้ไปทำงานต่อได้ง่ายๆ เพราะโปรแกรมนี้จะแปลงภาพ ตัวอักษรขนาดต่างๆ  สีที่ใช้

รวมไปถึงระยะห่างของฟอนต์ และระยะห่างระหว่างภาพ ออกมาเป็นโค้ดเลยแค่นำโค้ดไปใส่ก็ทำงานต่อได้ ไม่ต้องมานั่งขยับฟอนต์ เดาสีเอง ขยับภาพเองเหมือนก่อนทำให้การทำงานง่ายขึ้น

Abstractเครื่องมือในการช่วยให้ทุกคนทำงานโปรเจกต์ใหญ่ๆ ร่วมกันได้โดยที่ทุกคนสามารถรู้ขั้นตอนการทำงานของแต่ละช่วงได้ว่าตอนนี้ใครกำลังทำงานส่วนไหนอยู่ ส่วนไหนแก้ไขไปแล้ว ส่วนไหนยัง

และยังสามารถแบ่งการทำงานแต่ละส่วนของแต่ละคนออกมาได้อย่างละเอียดมากๆ คล้ายกับการแบ่งกันต่อจิ๊กซอว์คนล่ะส่วน เมื่อทุกคนต่อเสร็จในส่วนของตัวเองก็สามารถเอามาประกอบกันได้ เป็นครั้งแรกที่ทีมพัฒนานำเครื่องมือนี้มาลองใช้

Overflow : อีกหนึ่งเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างฝ่าย UX/UI กับแอป ดีเวลลอปเปอร์ เข้าใจกันง่ายขึ้น โดยเครื่องมือนี้ทำหน้าที่แปลงไฟล์ภาพที่ออกแบบไว้ให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวคร่าวๆ

ทำให้แอป ดีเวลลอปเปอร์ เห็นการเคลื่อนไหวของแอปที่ออกแบบไว้  ส่งผลให้การสื่อสารง่ายขึ้นสามารถทำแอปออกมาได้ตามที่คิดไว้ 

เพราะการเปลี่ยนหน้าตาและความสามารถครั้งนี้ของ K PLUS คือการ ‘ยกเครื่องใหม่‘ ซึ่งมีสเกลความใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงเทียบเท่ากับการเขียนแอปใหม่

โดยวิธีการพัฒนาแอปใหม่ของ K PLUS มีเบื้องหลังที่น่าสนใจและไม่เคยมีใครที่อยู่นอกโปรเจกต์มาก่อนได้รู้ แต่วันนี้เบื้องหลังที่น่าสนใจของการทำแอปนั้นได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

  • K PLUS ตัวใหม่มีชื่อเรียกในทีมว่า K PLUS 5.0
  • K PLUS เวอร์ชั่นก่อนหน้านั้นเรียกว่า K PLUS หน้าดำ เพราะภาพแบ็คกราวเกือบทั้งหมดของแอปเป็นสีดำ
  •  ร่างแรก ของแอป K PLUS 5.0 โฉมใหม่ใช้เวลาเกิน 1 ส่วน 3 ของเวลาที่มีในการออกแบบ
  • ซึ่งเวลาที่ทีมงานมีคือ 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดมากสำหรับการพัฒนาและทำแอปขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถทำออกมาได้
  • การออกแบบ K PLUS โฉมใหม่เริ่มต้นจากการนำจุดเด่นเดิมของแอปที่ลูกค้าจำได้คือ ‘วงกลม‘ ซึ่งวงกลมนั้นเป็นเสมือนสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจว่า เจออะไรกลมๆ เมื่อไหร่ กดเข้าไปได้เลย ฟีเจอร์ใหม่ๆ จึงพยายามอิงกับดีไซน์เดิมที่คุ้นเคยมากที่สุดก็คือวงกลม
  • วันแรกที่เปิดให้โหลดแอปทีมพัฒนาลุ้นว่าจะโดนด่าไหม ผลปรากฎว่าได้รับเสียงชมอย่างล้นหลาม ก็ชื่นใจกันไป
  • โลโก้ใหม่ของ K PLUS นั้นมีต้นแบบมาจากรวงข้าวเอกลักษณ์เดิมของธนาคารกสิกรไทย มาพลิกใหม่ไปทางขวาเพื่อให้เป็นเหมือนตัว K บวกกับใส่การออกแบบให้เหมือนเป็นใบไม้ที่เกิดใหม่ออกมาจากตัว K ซึ่งก็หมายถึงการเกิดใหม่จากธนาคาร ในส่วนสีก็ใส่สีใหม่ลงไปให้ดูสดใสขึ้น
  • K PLUS มีหน้าต่างๆ ภายในแอปทั้งหมด 500 กว่าหน้า ซึ่งถือว่าเยอะมาก!
  • ระหว่างออกแบบแอปต้องคุยกับทีม Data Science ขอคำแนะนำในการออกแบบเพื่อให้แอปสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้
  • ปุ่ม ‘ธุรกรรม‘ ที่อยู่ตรงกลางของแอปเคยถูกวางไว้เป็นปุ่ม ‘สแกน‘ สำหรับจ่ายเงินผ่าน QR Code เพื่อสนับสนุนให้คนใช้การจ่ายเงินผ่านการสแกน แต่หนึ่งเดือนก่อนปล่อยแอปมีการเชิญบล็อคเกอร์มาทดสอบแล้วผู้ทดสอบไม่ชอบเพราะหาปุ่มทำธุรกรรมไม่เจอ ทีมออกแบบเลยตัดสินใจเปลี่ยนตำแหน่งของปุ่มใหม่

The Next of K PLUS

K PLUS มีผู้ใช้งานทั้งหมด 11 ล้านราย และภายใน 3 ปีข้างหน้า ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าให้มีลูกค้าเปิดบัญชีทั้งหมด 20 ล้านบัญชี โดยมียอดผู้ใช้งานแอปโตไปในทิศทางเดียวกัน ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของ K PLUS นั้นทีมผู้พัฒนาเองไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าในอนาคตจะทำอะไรได้อีกเนื่องจากเป็นความลับ 

ทว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ K PLUS ไม่ใช่แค่ธนาคารบนมือถือ แต่เป็นแอปไลฟ์สไตล์ที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้งานที่ไม่ได้จบเพียงเรื่องการเงินอย่างเดียว ต้องมาลุ้นกันว่า K PLUS ในอนาคตจะเปลี่ยนไปแค่ไหนทั้งองค์ประกอบและขีดความสามารถที่สามารถพัฒนาต่อยอดไปอย่างที่ผู้ใช้งานต้องการ


เพราะเราอยากให้โลกออนไลน์ไทย “สนุกขึ้น”

TAG :
Writer Profile : Nokkaew
ชายหนุ่มที่กินข้าวอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ กินข้าวเสร็จก็กินน้ำ เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ ตอนเรียนไม่ค่อยตั้งใจเรียน ชอบซื้อหนังสือมุราคามิ แต่ยังไม่ได้อ่านสักเล่ม อยากเห็นโลกออนไลน์มีแต่สิ่งดีๆ และมีความสนุก
Blog : www.goohiw.com Social Media : Facebook, Twitter
View all post
รีวิว honestbee บริการส่งของจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่งฟรี ไม่คิดค่าบริการ !! ใช้ง่าย ครั้งแรกลด 100 บาท

รีวิว honestbee บริการส่งของจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่งฟรี ไม่คิดค่าบริการ !! ใช้ง่าย ครั้งแรกลด 100 บาท

สุดว้าว!! ส่องกล่องทิชชูแล้วเจออะไร? หาคำตอบได้ที่ Happy Box จากเชลล์

ส่องภาพวาดระบายสีวิถีไทย ให้ดูเคลื่อนไหวได้จริงผ่านแอป Pentel Color Live

6 ความเยี่ยมของ 'CU NEX App' แอปฯ เพื่อนิสิตจุฬาฯ ทำได้ทุกอย่างทั้งเรียนและไลฟ์สไตล์ By KBank

เชื่อมต่อได้ไม่มีสะดุด! AIS SIM2Fly ใช้ที่จีนได้แล้ว

เปลี่ยนการลงทุนให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยผู้ช่วยการลงทุนบนมือถือ 'K-My Funds'

7 คำสั่งเสียงภาษาไทยสุดเจ๋งบน Android ที่คุณอาจไม่รู้ !!

7 สิ่งใหม่ในแอป K PLUS ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปด้วยเหรอเนี้ย!

7 สิ่งใหม่ในแอป K PLUS ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปด้วยเหรอเนี้ย!

7 ฟีเจอร์ลับของ K PLUS ที่มีแต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า เฮ้ย! ทำได้ด้วยเหรอเนี้ย

5G หน้าตาเป็นยังไง ไปดูกัน!! พาชมงาน ทดสอบ 5G ครั้งแรกในไทย โดย AIS

7 สิ่งใหม่ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ใน 'iPad Pro 2018' แท็ปเล็ตที่ควรมีไว้ทำงานก็ได้บันเทิงก็ดีถ้ามีเน็ตแรง!

รู้จักกับ 4 สาขาโฉมใหม่จาก KBank นิยามใหม่ของธนาคารที่เป็นมากกว่าแค่ฝาก-ถอนเงิน

สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่าลุ้นรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class Coupé ไม่มีขั้นต่ำไม่ต้องลงทะเบียน

ทริคขายของออนไลน์ไม่ให้ลูกค้าหลุดมือ? เทียบ 3 ซิม ดีกว่า 1 ซิม อย่างไร?