category ย้อนรอยวิวัฒนาการเครื่องซักผ้าของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

Writer : khajochi

: 18 สิงหาคม 2560

ย้อนรอยวิวัฒนาการเครื่องซักผ้าของมนุษย์

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ไม่มีใครในโลกนี้ไม่เคยไม่ซักผ้า เพราะการซักผ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้เพราะเครื่องนุ่งห่มคือปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้นการซักทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

แต่ในอดีตการซักผ้าของมนุษย์นั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ที่โยนผ้าลงไป ใส่ผงซักฟอกแล้วกดปุ่มจบเลย มนุษย์เราคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการซักผ้ากันอย่างไร นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยการซักผ้าของมวลมนุษยชาติที่เราอยากให้คนที่เคยซักผ้า หรือไม่เคยซักผ้าได้อ่านกัน

เครื่องซักผ้าสำคัญอย่างไรต่อมวลมนุษยชาติ 

  • เครื่องซักผ้าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของมนุษย์ที่คิดค้นขึ้นมาเนื่องจากอยากจะผ่อนแรงในการทำงานของแม่บ้าน ซึ่งเป็นการคิดค้นนวัตกรรมโดยตั้งต้นจากปัญหาแล้วมองหาวิธีแก้ปัญหา คล้ายกับที่เฮนรี่ ฟอร์ด คิดค้นรถยนต์มาเพราะเขาอยากได้ยานพาหนะที่รวดเร็วกว่าจักรยาน จะได้ย่นระยะเวลาการเดินทาง
  • ในเชิงนวัตกรรมเครื่องซักผ้าถูกยกย่องให้เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อมวลมนุษยชาติ เราอาจจะมองว่าเครื่องซักผ้าก็คือเครื่องซักผ้าไง มันจะไปสำคัญอะไร แต่หากถอยหลังไปมองประวัติศาสตร์แล้ว การซักผ้าในอดีตมีความหนักหนาไม่ต่างอะไรกับการใช้แรงงาน ผ้าหนึ่งตะกร้าใช้เวลาซักเป็นวันหรือมากกว่า
  • ปัจจุบันนี้เครื่องซักผ้าจัดอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความต้องการตลอด ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนานวัตกรรมอยู่เสมอเพื่อสอดรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ เครื่องซักผ้าจึงต้องใส่นวัตกรรมใหม่ๆ ลงไปเป็นฟีเจอร์เสริม และยิ่งที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ความต้องการของเครื่องซักผ้าก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวดิ่งอย่างคอนโดการออกแบบเครื่องซักผ้าให้เป็นเฟอร์นิเจอร์มากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงสำคัญ

 

ซักผ้าด้วยสองมือ

อดีตกาลนานมาแล้วก่อนศตวรรษที่ 17 มนุษย์ซักผ้าด้วยมือในลำธารที่น้ำไหลและยังมีบันทึกเพิ่มเติมอีกว่าชาวโรม ยุคก่อนไม่ได้ซักผ้าเฉยๆ แต่ใช้ไขมันสัตว์มาใช้แทนผงซักฟองในการทำความสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้มือสองข้างในการทำความสะอาดผ้าล้วนๆ ส่วนการทำให้ผ้าแห้งก็จะใช้การอังกับไฟ ซึ่งกว่าจะซักผ้าเสร็จเรียกได้ว่าเป็นมหกรรมของแม่บ้านเลยทีเดียวเพราะเสียเวลาทั้งวัน!

ซักผ้าด้วยกระดานซักผ้า 

ปี 1975 เกิดนวัตกรรมที่ทำให้การซักผ้าของสาวๆ ง่ายขึ้น นั่นคือการถือกำเนิดกระดานซักผ้า จุดประสงค์คือทุ่นแรงในการซักผ้าไม่ต้องจับผ้าฟาดหรือถูไถกับก้อนหินอีกต่อไป แค่นำผ้าไปถูบนกระดาษที่แซะร่องไว้แทนเพื่อช่วยขจัดคราบ (สรรพคุณของร่องในกระดานซักผ้าก็เหมือนแปลงซักผ้านั่นแหละ) แต่นั่นเป็นการเริ่มต้นของนวัตกรรมเพื่อสาวๆ เท่านั้น

ซักผ้าในถังซักผ้า

ปี 1851 มีอุปกรณ์ซักผ้าที่ล้ำไปอีกซึ่งพัฒนาโดย ‘เจมส์ คิงส์’ ชายชาวสหรัฐฯ เขาคิดค้นเครื่องซักผ้าโดยนำกลองที่หมดสภาพแล้วมาพัฒนาเป็นถังสำหรับแช่ ซักผ้า ที่มีกระดานซักผ้ามาให้ด้วย รวมถึงเครื่องรีดน้ำออกจากผ้า (หน้าตาคล้ายที่บดปลาหมึก) ซึ่งจะทำให้ผ้ามีความแห้งหมาดๆ มากกว่าบิดด้วยมือ แต่อย่างไรก็ตามมันยังต้องใช้แรงมากในการใช้พลังหญิงในการซักผ้าอยู่ดี ซึ่ง เจมส์ จดสิทธิ์บัตรเครื่องซักผ้าของเขาด้วยเพราะถือเป็นนวัตกรรมจริงในๆ ยุคนั้น

ซักด้วยเครื่องซักผ้ามือหมุน

ปี 1858  ‘แฮมินตัน สมิท’ จดสิทธิบัตรเครื่องซักผ้า และสร้างเครื่องซักผ้าขึ้นมาเครื่องแรกบนโลกที่ใช้มือมาหมุนสำหรับการทำงานของเครื่องซักผ้าก็คือการปั่นผ้าแทนการซักด้วยมือโดยมีใบพายหมุนปั่นผ้าไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการทำงานที่ยังไม่เสถียรแต่ก็พอใช้ในการทำความสะอาดได้ และเหนื่อยน้อยกว่าซักมือแน่ๆ จากนั้นเครื่องซักผ้าก็ถูกพัฒนาเรื่อยมา

ซักด้วยเครื่องซักผ้าไฟฟ้า

เครื่องซักผ้าที่เรียกได้ว่าเป็นเครื่องซักผ้าไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตขายอย่างจริงจังก็คือเครื่องซักผ้ายี่ห้อ ‘Thor’ ผลิตขึ้นในปี 1908 โดย ‘อัลวา เจ ฟิชเชอร์’ นักประดิษฐ์ชาวสหรัฐฯ ที่พัฒนาเครื่องซักผ้ามานาน เขาปฏิวัติวงการแม่บ้านทั่วอเมริกาด้วยการผลิตเครื่องซักผ้าพลังงานไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ ทำให้การทำงานบ้านของพวกเธอง่ายขึ้น แค่ใส่ผ้าแล้วรอเครื่องทำงานเสร็จ แต่เครื่องซักผ้ารุ่น Thor ไม่ทน เพราะมันร้อนไปจนเครื่องไหม้

ปัจจุบันกับเทคโนโลยีสุดล้ำ

มาถึงยุคปัจจุบันที่เครื่องซักผ้าล้ำไปไกลมาก มีทั้งฝาบน ฝาหน้า มีระบบซักและอบในตัว บางรุ่นมีระบบกำจัดแบคทีเรียในเครื่องได้อีกด้วย ทำให้นอกจากผ้าจะสะอาดแล้ว ยังปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น รุ่นล่าสุดของ Panasonic ที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ในน้ำเย็นด้วยนะ

'เครื่องซักผ้า' ทำให้เกิดอะไรขึ้นบนโลกบ้าง

หลังเครื่องซักผ้าถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ โลกมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เกิดอุตสาหกรรมเครื่องซักผ้า

 

เครื่องซักผ้ากลายเป็นหนึ่งในของจำเป็นในครัวเรือนโดยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง เครื่องซักผ้าถือเป็นอุปกรณ์ที่แทบทุกครัวเรือนจำเป็นต้องมี เกิดการพัฒนาต่อเนื่องของตัวเครื่องซักผ้า โดยหลักแบ่งเครื่องซักผ้าเป็น 2 ชนิดคือ ‘ฝาบน’ และ ‘ฝาล่าง’

เกิดธุรกิจร้านซัก อบ รีด

 

ร้านซัก – อบ – รีด คือหนึ่งในบริการที่อยู่คู่กับโลกมานาน ธุรกิจนี้เฟืองฟูเพราะการมาถึงของเครื่องซักผ้า ที่มาช่วยทุ่นแรง แม้ปัจจุบันทุกคนจะมีโอกาสซื้อเครื่องได้ง่ายขึ้น แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะซักผ้าเอง ธุรกิจร้านซักรีด จึงเป็นธุรกิจอมตะที่ไม่มีวันตาย

เกิดธุรกิจผงหรือน้ำยาทำความสะอาดผ้า

 

ผงซักผ้าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโต ตามเทคโนโลยีการซักผ้า ทั้งแบบผงซักฟอก และแบบน้ำ บางผู้ผลิตพัฒนาต่อเป็นแบบน้ำยาซักผ้าที่ลบคราบได้ ยังไม่จบอีกรุ่นเกทับด้วยการเป็นน้ำยาลบคราบที่ใส่กลิ่นหอมลงไป เรียกได้ว่าแค่ซักสะอาดแล้วยังได้อะไรเพิ่มอีกด้วย

การแปลงเปลี่ยนในแวดวงแฟชั่น

 

เพราะทุกคนต้องซักผ้าดังนั้นหลายแบรนด์เวลาออกแบบเสื้อผ้า จึงต้องมีวิธีการดูแลการซักผ้าติดมาที่ฉลากของเสื้อผ้าด้วย เช่นห้ามซักน้ำอุ่น ห้ามใส่น้ำยาซักผ้าขาว นอกจากนี้สินค้าแฟชั่นยังต้องปรับเปลี่ยนเนื้อผ้ารวมถึงการออกแบบให้เหมาะกับการซักด้วย

แล้ววันนี้ "เครื่องซักผ้า" ไปไกลแค่ไหนกันแล้ว ?

จากอดีต สู่ปัจจุบัน

กำเนิดนวัตกรรมเพื่อการซักผ้าแห่งอนาคต

นับตั้งแต่เครื่องซักผ้าเครื่องแรกจนถึงปัจจุบัน เครื่องซักผ้าคือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่พัฒนามาถึง 159 ปี วันนี้เราจะสามารถใส่อะไรลงไปในกล่องสีเหลี่ยมนี้ได้อีกบ้าง ?

ล่าสุดทาง Panasonic ได้เปิดตัวเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ พร้อมนวัตกรรมล่าสุด คือ Blue Ag+, StainMaster+ และ ActiveFoam นำมาใส่ในเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ และนี่คือจุดเด่นของ 3 นวัตกรรมใหม่จาก Panasonic ในเครื่องซักผ้ารุ่นนี้

StainMaster+ โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการขจัดคราบแบบอยู่หมัด

สมัยก่อนจะซักคราบเหล่านี้ต้องมีการป้ายน้ำยาขจัดคราบลงไปก่อน หรือแช่ผ้าก่อนจะซัก ซึ่งเสียเวลา แต่ StainMaster+ เป็นโซลูชั่นที่ทำออกมาเพื่อทำให้เราซักผ้าได้สะอาด รวดเร็ว และง่ายดาย ไม่ต้องซักมือก่อน โดยมีโปรแกรมการซักให้เลือกถึง 6 แบบตามความสกปรกที่คุณต้องการจัดการเช่น คราบบนปกเสื้อ – แขนเสื้อ , คราบโคลน, กำจัดแบคทีเรีย,คราบเหงื่อ, คราบมัน และ คราบซอส

และจากการทดสอบในห้องแล็ปทดลองพบว่า StainMaster+  นั้นไม่เพียงแต่ทำให้ผ้าสะอาด แต่ขจัดแบคทีเรียได้ 99.99% เรียกได้ว่าโจมตีตีติด Critical ทุกดอก

Blue Ag+ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้แม้ซักในน้ำเย็น

เราอาจคุ้นเคยว่าซักผ้าให้สะอาดก็ต้องใช้น้ำร้อนอย่างเดียว ทว่าจริงๆ แล้วน้ำเย็นก็สามารถกำจัดแบคทีเรียได้เช่นกัน ซึ่ง Panasonic มีฟังก์ชันที่ชื่อ Blue Ag+ ช่วยกำจัดแบคทีเรียแม้ซักน้ำเย็น

ซึ่งการซักในน้ำเย็นจะเหมาะกับผ้าที่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเพื่อยืดอายุการใช้งาน แต่ถ้าเป็นผ้าปกติก็ใช้ฟังก์ชั่น StainMaster+ ได้เลย

ActiveFoam สร้างผงซักฟอกให้เป็นโฟมเพื่อความเร็วในการซัก

ปกติเวลาซักผ้าเครื่องเราก็ใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้าใส่ลงไปตามปกติแล้วปล่อยไปตามเรื่องตามราว แต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษสุดๆ ของเครื่องซักผ้า Panasonic รุ่นใหม่ก็คือระบบสร้าง ActiveFoam ซึ่งเป็นการทำผงซักฟอกให้กลายเป็นโฟมอนุภาพสูง

โฟมมีเนื้อละเอียดกว่าฟองอากาศเล็กกว่าดังนั้นเวลาโฟมเข้าไปเกาะตามคราบสกปรกจะสลายคราบได้รวดเร็ว แตกตัวในคราบสกปรกได้ทันที แตกต่างจากฟองที่ไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปกำจัดคราบได้ในทันที ทำให้ใช้เวลานานในการซักรวดเร็วเพียง 49 นาทีเท่านั้น !!

ดูรายละเอียดของเครื่องซักผ้า Panasonic รุ่นใหม่ ได้ที่ Panasonic NA-129VX6LTH

 


รีวิวการทดลองใช้งานจริงเครื่อง Panasonic รุ่นใหม่

 


 

อ่านสรรพคุณมาเยอะแล้วก็ถึงเวลาทดลองใช้งานกันจริงๆ บ้างจะได้รู้กันไปเลยว่าเมื่อทดลองใช้งานซักจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร สารภาพก่อนเลยว่านี่คือการทดลองรีวิวเครื่องซักผ้าครั้งแรกในชีวิต ปกติใช้เครื่องซักผ้าทั่วๆ ไป ไม่ได้ใช้เครื่องซักผ้าที่ล้ำๆ ขนาดนี้

อย่างแรกสุดเอาเสื้อเชิ้ตสองสีไปป้ายคราบสกปรกโดยสีน้ำเงินป้ายคราบซอสละเลงมันเข้าไปให้เป็นตัวแทนของคราบมัน ส่วนเสื้อสีขาวเอาไปคลุกดิน คลุกโคลนเป็นตัวแทนของคราบสกปรก

“เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าการทำเสื้อให้สกปรกครั้งนี้ไม่ผิดบาปเพราะเราทำเพื่อการทดลอง จากนั้นเอาเสื้อใส่ถังซักผ้า”

เปิดเครื่องเตรียมทำงาน โดยเลือกฟังก์ชันในการซักที่ต้องการ วันนี้เราอยากจะทดสอบการซักผ้าอย่างรวดเร็วด้วยการเปิดโหมด Active Speed Wash, โหมดขจัดคราบโคลน และคราบมันจากฟังก์ชัน StainMaster+ และโหมดขจัดเชื้อแบคทีเรียด้วยโหมด Blue Ag+ ทั้งหมดนี้มีเวลาในการซักอยู่ที่ 49 นาทีเท่านั้น

อ่านสรรพคุณมาเยอะแล้วก็ถึงเวลาทดลองใช้งานกันจริงๆ บ้างจะได้รู้กันไปเลยว่าเมื่อทดลองใช้งานซักจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร สารภาพก่อนเลยว่านี่คือการทดลองรีวิวเครื่องซักผ้าครั้งแรกในชีวิต ปกติใช้เครื่องซักผ้าทั่วๆ ไป ไม่ได้ใช้เครื่องซักผ้าที่ล้ำๆ ขนาดนี้

อย่างแรกสุดเอาเสื้อเชิ๊ดสองสีไปป้ายคราบสกปรกโดยสีน้ำเงินป้ายคราบซอสละเลงมันเข้าไปให้เป็นตัวแทนของคราบมัน ส่วนเสื้อสีขาวเอาไปคลุกดิน คลุกโคลนเป็นตัวแทนของคราบสกปรก

“เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าการทำเสื้อให้สกปรกครั้งนี้ไม่ผิดบาปเพราะเราทำเพื่อการทดลอง จากนั้นเอาเสื้อใส่ถังซักผ้า”

เปิดเครื่องเตรียมทำงาน โดยเลือกฟังก์ชันในการซักที่ต้องการ วันนี้เราอยากจะทดสอบการซักผ้าอย่างรวดเร็วด้วยการเปิดโหมด Active Speed Wash, โหมดขจัดคราบโคลน และคราบมันจากฟังก์ชัน StainMaster+ และโหมดขจัดเชื้อแบคทีเรียด้วยโหมด Blue Ag+ ทั้งหมดนี้มีเวลาในการซักอยู่ที่ 49 นาทีเท่านั้น

the-evolution-of-washing-machine-6

ใส่ผงซักฟองลงในไปจุดใส่ผงซักฟอก จะเป็นแบบผง หรือแบบน้ำก็ได้แต่เราเลือกใส่แบบผงโดยไม่ใส่น้ำยาซักผ้าขาวลงไปแม้แต่หยดเดียวเพื่อจะพิสูจน์ว่าใส่แค่ผงซักฟอกเฉยๆ คราบดำ และคราวมันบนผ้านั้นขจัดออกจริงไหม โดยเราไม่ได้แช่ผ้าก่อนซักเลย จะได้วัดกันไปเลยว่าสะอาดจริงอย่างที่เคลมไว้ไหม

 

the-evolution-of-washing-machine-5-1

จากนั้นเลือกโหมดการซักผ้า ซึ่งวิธีการปรับโหมดเลือกการซักคือหมุนปุ่มไปตามฟังก์ชันต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ อยากจะซักแบบไหนเลือกเอาเลยตามสะดวก

the-evolution-of-washing-machine-7

เมื่อเลือกโหมดการซักทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่มสั่งทำงานทันที ระหว่างนี้เรามีเวลา 49 นาทีจะไปทำอะไรก็ได้เราเลยเลือกที่จะตี RoV รอ

the-evolution-of-washing-machine-8

ระหว่างซักเครื่องซักผ้าจะปล่อยโฟมลงมาซึ่งเป็นโฟมที่ผ่านการผสมระหว่างน้ำกับเครื่องผลิตโฟมที่ซ่อนอยู่บริเวณด้านบนของเครื่องซักผ้า แต่มองจากภายนอกไม่เห็นความแตกต่างว่าโฟมกับฟองนั้นต่างกันตรงไหน แต่ทาง Panasonic ยืนยันว่าถ้าได้สัมผัสด้วยมือจะเห็นถึงความละเอียดที่ต่างกัน แต่เครื่องปั่นอยู่ไงเลยเปิดมารีวิวให้ดูไม่ได้

 

the-evolution-of-washing-machine-11

เคล็ดลับแรงปั่นอยู่ที่จานหมุนขนาดยักษ์ ส่วนสีม่วงที่เห็นนั้นคือแสง Blue Ag+

the-evolution-of-washing-machine-9-1

เมื่อซักใกล้เสร็จระบบ Blue Ag+ จะเริ่มทำงานขึ้นในช่วงสุดท้ายของการซักนั่นคือการปั่นแห้ง เครื่องซักผ้าจะปั่นแห้งทั้งสิ้นสองรอบเมื่อเครื่องหยุดการทำงานแสง Blue Ag+ ก็จะดับลงไปอัตโนมัติเป็นสัญญาณว่าการซักเสร็จสิ้นแล้ว

ก่อนซัก

หลังซัก

 

 

 

 

 

%

ช่วยเบาแรงการซักผ้า

%

ช่วยบริหารเวลา

%

ช่วยเพิ่มเวลาว่าง

%

ช่วยเรื่องความสะอาด

 

 

 

 

 

สรุปผลการรีวิว

  • ถึงฟังก์ชันจะดูยุบยับเยอะเยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ ใช้งานได้ง่ายมากๆ
  • ใช้เวลาซักแค่ 49 นาทีเสร็จจริงๆ
  • มีระบบซักแบบอื่นๆ เพิ่มด้วย สำหรับผ้าที่ต้องการความละเอียดในการซักส่วนระยะเวลาก็จะนานหน่อย
  • ผ้าสะอาดจริงแบบไม่ต้องใช้เอฟเฟคในการแต่งภาพ
  • ตัวเครื่องสวยงาม เหมาะกับการตั้งเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้เลย

จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเราจะเห็นได้ว่าเครื่องซักผ้า คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่มีคุณค่า และเป็นหนึ่งในเครื่องทุ่นแรงที่กำเนิดจากการมองเห็นปัญหาของมนุษย์ว่าต้องการอะไร จนมาถึงวันนี้ 159 ปีผ่านไปจากตอนแรกมนุษย์อยากได้เครื่องที่ช่วยซักผ้าเฉยๆ กลายมาเป็นเรามีเครื่องที่ทำได้มากกว่าซักผ้า แต่ยังทำความสะอาดแบคทีเรีย และซักได้เร็วกว่าเดิมมาก

แต่อย่างไรก็ตามความต้องการของมนุษย์ก็มีมากขึ้น การกำเนิดฟังก์ชันใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีต่อเครื่องซักผ้าก็ยังถูกพัฒนาไปต่อเนื่อง และในอนาคตเราน่าจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกมาจากเครื่องซักผ้า ของใช้สามัญประจำบ้าน ที่ไม่บ้านเลยในแง่ของการใช้งาน

 

ที่มา – The history of the washing machine, History of Washing MachinesAbout Washing machine และ Evolution of the Maytag Wringer Washer


ปิดโหมดสีเทา