category เจาะเบื้องหลังการพัฒนา K PLUS Mobile Banking อันดับหนึ่งของไทย

Writer : Sam Ponsan

: 9 สิงหาคม 2560

เจาะเบื้องหลังการพัฒนา K PLUS

 Mobile Banking อันดับหนึ่งของไทย

[mashshare]

แม้ธนาคารกสิกรไทย ไม่ใช่ธนาคารแรกที่เปิดให้บริการโมบายแบงกิ้ง ในไทย แต่การออกสตาร์ททีหลังแล้วพัฒนาได้ดีกว่าก็ทำให้เห็นว่าทีมพัฒนาแอปของ K PLUS หรือชื่อเดิม K Mobile Banking Plus ทำการบ้านมาอย่างดี และเข้าใจในตัวผู้บริโภคจนกลายเป็นแอปธนาคารบนมือถืออันดับหนึ่ง

ซึ่งกว่าจะพัฒนามาเป็นแอปที่มีลูกค้าธนาคารกสิกรไทยโหลดไปใช้ 5 ล้านคนนั้นมีที่มาอย่างไร กว่าจะมาเป็น K PLUS และ K PLUS SME เราได้ย่อยข้อมูลออกมาแล้ว

Timeline การพัฒนาของ Mobile Banking by KBank

  • ธนาคารกสิกรไทยเริ่มพัฒนาระบบโมบายแบงค์กิ้งโดยเปิดตัว ATM SIM เมื่อปี 2008 ยุคแรก ATM SIM สามารถตรวจสอบยอดเงิน โอนเงินไปยังบัญชีอื่น  ของธนาคารกสิกรไทย ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ และตั้งเตือนการชำระเงินได้ ถือว่าล้ำมาก

  • หลังสมาร์ทโฟนเริ่มบูม และกระแสแอปพลิเคชั่นกำลังมาก็ได้มีการเปิดตัว K Mobile Banking PLUS ในปี 2013 คราวนี้บริการทุกอย่างถูกเสริมเพื่อให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้นกว่าสมัยเป็น ATM SIM และปลดล็อคสกิลหลายอย่างเช่นโอนเงินโดยใส่แค่เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ในเครื่องโอนเงินต่างธนาคารจ่ายบิลผ่านการสแกนบาร์โค้ดตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง ฯลฯ นับว่าล้ำสุดๆ

  • ปี 2017 มีการปรับโฉม K Mobile Banking PLUS โดยพัฒนาออกมาเป็น 2 แอปคือ  K PLUS ซึ่งไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อจาก K Mobile Banking PLUS แต่ยังเพิ่มฟังก์ชั่นหลายอย่างเข้าไป และเพิ่มแอป K PLUS SME มาด้วย สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ เพื่อความง่ายในการทำธุรกิจ

  • ปี 2017 มีการปรับโฉม K Mobile Banking PLUS โดยพัฒนาออกมาเป็น 2 แอปคือ K PLUS ซึ่งไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อจาก K Mobile Banking PLUS แต่ยังเพิ่มฟังก์ชั่นหลายอย่างเข้าไป และเพิ่มแอป K PLUS SME มาด้วย สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ เพื่อความง่ายในการทำธุรกิจ

ขั้นตอนกว่าจะมาเป็น Mobile Banking ของ KBank 

กว่าจะเกิดแอปพลิเคชั่นด้านการเงินสักแอปหนึ่งนั้นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญมากมายและทำงานอย่างรัดกุม สำหรับทีมพัฒนา K PLUS นั้นแบ่งทีมออกเป็นสามส่วนคือ ทีมวิศวกรออกแบบระบบการทำงานของแอปพลิเคชั่นทั้งหมด, ทีมดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยซึ่งสำคัญมากๆ และ ทีมออกแบบแอปดูแลเรื่อง User Experiacne ซึ่งพวกเขาทั้งหมดพัฒนาแอปภายใต้ขั้นตอน 7 ข้อนี้ 

1. เริ่มจากทีมปรึกษากันว่า ATM SIM เริ่มไม่ตอบโจทย์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอนาคต และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ATM SIM เนื่องจากมีแค่โอเปอร์เรเตอร์เดียวที่เป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย

2. ธนาคารเลยอยากจะออกบริการที่ทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้นในการจัดการเรื่องการเงิน และพยายามที่จะนำเทคโนโลยีกับอินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วม จึงตั้งทีมพัฒนาแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้ง ด้วยการฟอร์มทีมนักพัฒนาขึ้นมาเป็นของตัวเองปัจจุบันมีนักพัฒนาแอปของธนาคารกสิกรไทยทั้งสิ้น 40 คน

3.แรกสุดตอนออกแบบแอปจะมีทั้งนักพัฒนาแอป และฝ่ายงานธุรกิจมาประชุมร่วมกันโดยฝ่ายที่ดูแลเรื่องธุรกิจจะบอกว่าแอปควรจะมีฟีเจอร์อะไรที่เป็น MVP (minimum viable product) เพื่อนำไปใส่ในแอปชุดแรกก่อนจะปล่อยให้บริการ

4.เริ่มออกแบบ UX และ UI ร่วมกันไปด้วย โดยมีทีมเคยทดสอบระบบเพื่อจำลองว่าหากเป็นผู้ใช้งานจะรู้สึกอย่างไร ใช้ยากไหมซึ่งต้องปรับและพัฒนาไปเรื่อยๆ

5.ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญก็มีการพัฒนาควบคู่กันไปโดยหัวใจหลักของการดูแลความปลอดภัยในแอปมี 3 ขั้นตอนคือหนึ่งผู้ใช้ต้องลงทะเบียนใช้งานแอปโดยผูกบัญชีกับเบอร์มือถือเท่านั้นสองเมื่อลงทะเบียนระบบจะทำการเก็บอีมี่ของสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นๆ เพื่อทำการดับเบิ้ลเช็คสถานะเครื่องที่ใช้ทำธุรกรรม และสามต้องใส่ pin ก่อนล็อคอินทุกครั้งเพื่อยืนยันตัวตน

6.หลังจากเทสต์จนเข้าที่จึงเริ่มปล่อยแอปครั้งแรกในปี 2013 ให้โหลดทาง ios และ android ใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้น 6 เดือนชื่อแรกคือ K Mobile Banking PLUS

7.หลังจากนั้นก็มีการอัพเดทแอปอย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดจุดอ่อนและช่องโหว่ก่อนที่ปี 2017 จึงเปิดตัวแอพที่พัฒนาครั้งใหญ่อีกรอบชื่อ K PLUS และต่อยอดออกมาเป็นแอป K PLUS SME ซึ่งใส่ฟีเจอร์เรื่องอื่นๆ ทีเ่หมาะกับ SME เข้าไปด้วยแต่โดยพื้นฐานอื่นๆ เหมือนกัน

6.หลังจากเทสต์จนเข้าที่จึงเริ่มปล่อยแอปครั้งแรกในปี 2013 ให้โหลดทาง ios และ android ใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้น 6 เดือนชื่อแรกคือ K Mobile Banking PLUS

7.หลังจากนั้นก็มีการอัพเดทแอปอย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดจุดอ่อนและช่องโหว่ก่อนที่ปี 2017 จึงเปิดตัวแอพที่พัฒนาครั้งใหญ่อีกรอบชื่อ K PLUS และต่อยอดออกมาเป็นแอป K PLUS SME ซึ่งใส่ฟีเจอร์เรื่องอื่นๆ ทีเ่หมาะกับ SME เข้าไปด้วยแต่โดยพื้นฐานอื่นๆ เหมือนกัน

ระบบความปลอดภัยของ K PLUS ทำงานอย่างไร

ระบบรักษาความปลอดภัยของแอป K PLUS นั้นเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล โดยมี 3 ขั้นตอนในการรักษาความปลอดภัยของลูกค้าดังนี้

  • ลงทะเบียนผ่านแอปเพื่อผูกบัญชีธนาคารกับหมายเลขโทรศัพท์
  • ระหว่างลงทะเบียนด้วยสมาร์ทโฟน ระบบรักษาความปลอดภัยจะเก็บข้อมูลอีมี่ ของสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นเพื่อยืนยันเครื่องที่ทำรายการโมบายแบงกิ้ง ดังนั้นถ้าเปลี่ยนเครื่อง หรือเปลี่ยนเบอร์ ต้องลงทะเบียนใหม่

  • ต้องมีการล็อคอินด้วยรหัสทุกครั้งก่อนทำรายการโอนเงิน ซึ่งถ้าไม่ใช่เครื่องที่ลงทะเบียนไว้ตั้งแต่แรกจะไม่สามารถล็อคอินได้ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าไม่มีทางที่จะโดนเนียนล็อคอินและพาสเวิร์ดไปถอนเงินจากบัญชีคุณเด็ดขาดยกเว้นโทรศัพท์หาย และคนร้ายรู้พาสเวิร์ด ที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีโดนแฮคเกอร์แฮคข้อมูลแล้วเอารหัสไปโอนเงินเลย

เหตุผลของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ K PLUS

นับตั้งแต่ธนาคารกสิกรไทย พัฒนาและเปิดให้บริการแอปพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือ ในปี 2013 เป็นต้นมา จำนวนผู้ใช้งานมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2015 มีผู้ใช้งานประมาณ 2.6 ล้านราย จากนั้นในปี 2016 เติบโตแบบก้าวกระโดดเป็น 4.6 ล้านราย

สำหรับ ในปี 2017 ครึ่งปีที่ผ่านมามีผู้ใช้งาน K PLUS มากถึง 5.6 ล้านรายแล้ว และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นกว่า 7 ล้านราย ภายในสิ้นปี ซึ่งสาเหตุที่การใช้งานเติบโตอย่างมาก คือ

  • K PLUS มีแนวคิดของการพัฒนาแอปพลิเคชันให้เป็น ‘A Bank in Your Hand’ จึงพัฒนาฟีเจอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานง่ายและจบที่เดียวจริงๆ ได้ด้วยสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว
  •  ทุกฟีเจอร์ คิดมาใต้กรอบการพัฒนาทั้ง Functional และ Emotional รวมทั้งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุค Digital Mobility ทำให้ลูกค้าสามารถทำได้เกือบทุกธุรกรรมการเงิน

  • ฟีเจอร์ต่างๆ ล้ำหน้ากว่าที่คิด และทำได้มากกว่าการโอนเงิน เติมเงิน หรือจ่ายบิล เช่นเป็นช่องทางในการสมัคร ซื้อผลิตภัณฑ์และการขอใช้บริการ  เช่น การเปิดบัตรเดบิตใหม่ การขอ e-statement เป็นต้น
  • มีแนวโน้มที่คนหันมาใช้โมบายแบงกิ้งมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมองหาความสะดวกสบาย และคนไทยคุ้นกับบริการด้านดิจิตอล

  • ฟีเจอร์ต่างๆ ล้ำหน้ากว่าที่คิด และทำได้มากกว่าการโอนเงิน เติมเงิน หรือจ่ายบิล เช่นเป็นช่องทางในการสมัคร ซื้อผลิตภัณฑ์และการขอใช้บริการ  เช่น การเปิดบัตรเดบิตใหม่ การขอ e-statement เป็นต้น
  • มีแนวโน้มที่คนหันมาใช้โมบายแบงกิ้งมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมองหาความสะดวกสบาย และคนไทยคุ้นกับบริการด้านดิจิตอล

เปิดใจเบื้องหลังทีมพัฒนาแอปโมบายแบงกิ้งเบอร์หนึ่ง  คุณสมคิด จิรานันตรัตน์

เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้เจอและพูดคุยกับ ‘คุณสมคิด จิรานันตรัตน์’ รองประธาน กสิกร บิซิเนสเทคโนโลยี กรุ๊ป ซึ่งอยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งที่ดีที่สุดในเมืองไทย การันตีจากผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลย และนี่จะเป็นการตอบคำถามครั้งแรกถึงเบื้องหลังการสร้าง K PLUS

ย้อนกลับไปตอนแรกใช้เวลาพัฒนานานแค่ไหน

สมคิด : ประมาณ 6 เดือน แอปตัวแรกทำในปี 2013 และเริ่มจากศูนย์เลยตามหลังธนาคารอื่นด้วย (หัวเราะแต่เรามีความมุ่งมั่นว่าถ้าทำแล้วต้องทำให้มันดี และผู้ใช้ต้องใช้ง่าย แล้วหลังจากที่ปล่อยออกไปก็มีคนเข้ามาใช้และติดใจบอกต่อให้เพื่อนมาใช้ ตอนนี้มีคนใช้มากกว่า 5 ล้านคนแล้วหลังจาก 4 ปีผ่านไป

ทั้งที่ตอนนี้แอปก็เยอะ  แต่ทำให้คนติดใจแอปของ KBank 

สมคิด : มันง่ายมากเลย เป็นฟังก์ชั่นที่จำเป็นในการใช้งานแล้วเราทำให้มันใช้ง่าย ทั้งเรื่องการโอนเงิน เติมเงิน จ่ายบิล หลังจากนั้นก็เพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ เข้าไปอีกให้มีความเป็นธนาคารบนมือถือมากขึ้น

ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาอะไรไปบ้างในแง่ของการดึงดูดให้ผู้บริโภคอยู่กับเราต่อ

สมคิด :  เดิมทีเราบอกว่าจะทำฟังก์ชั่น transaction เป็นหลักแต่ในอนาคตมือถือจะต้องกลายเป็นธนาคารได้ ดังนั้นต้องมีฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ซึ่งความต้องการในอนาคตจะมีมาก โลกแห่งยุคดิจิทัลจะไม่ใช่แค่อย่างทุกวันนี้แต่จะเป็นมากกว่านี้

ช่วงแรกคนต้องกลัวการใช้งานการทำธุรกรรมบนออนไลน์แน่นอน แต่ตอนแรกทำยังไงให้คนกล้าใช้

สมคิด : เราให้ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยมาก แอปของเรานั้นมีข้อจำกัดมากกว่าโปรดักอื่นเพราะเรามีเรื่องความปลอดภัยที่รัดกุม ข้อจำกัดคือคุณใช้ได้แค่เครื่องนั้นเครื่องเดียว และใช้มือถือเบอร์เดียว ถ้าเปลี่ยนซิม เปลี่ยนเครื่องก็ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

ส่วนทีมดูแลความปลอดภัยของเราก็เป็นทีมใหญ่ และมีทีมพัฒนามาคอยรีวิวเป็นระยะเวลาออกฟีเจอร์ใหม่เพื่อหาช่องว่าง ส่วนการสื่อสารให้คนใช้งานเข้าใจนั้นผมคิดว่าเขาไม่รู้หรอกว่าใช้แล้วปลอดภัยยังไง หรือไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไรในฟีเจอร์การดูแลความปลอดภัย

แต่การที่เราให้ความเชื่อมั่นความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผู้ใช้ไว้ใจเรา เหมือนเราใช้รถบางยี่ห้อเราจะรู้ว่านี่รถค่ายนี้ระบบความปลอดภัยดี ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้รายละเอียดถึงระบบรักษาความปลอดภัย แต่ด้วยแบรนด์รถคันนั้นก็ทำให้คุณมั่นใจได้ นี่คือหลักคิดเดียวกันเราเลยต้องย้ำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

เป็นไปได้ไหมที่จะโดนแฮก

สมคิด : ทุกอย่างมีโอกาสโดนแฮกได้ทั้งนั้น แต่เราพยายามป้องกันทุกอย่างได้ตามมาตรฐานสากล และก็เต็มที่กับเรื่องนี้ ผู้ใช้เองถ้าตัวเองมีความระมัดระวังนิดหน่อยก็ปลอดภัยแล้ว ขอแค่อย่าให้มือถือไปอยู่ในมือใครที่เขารู้พาสเวิร์ดก็พอแล้ว

งบประมาณในการพัฒนาแอปพอจะบอกได้ไหมว่าเท่าไหร่

สมคิด : ตอบยาก แต่เรามีทีมพัฒนาเองดังนั้น สามารถควบคุมได้หลายอย่างทั้งเรื่องการมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้งาน การคุมคุณภาพ และทำเรื่องโครงสร้าง เราคุมเรื่องตรงนี้ได้ค่อนข้างดีแต่ตอบไม่ได้ว่าใช้เงินเท่าไหร่ เพราะเราพัฒนาไม่หยุดยั้ง

อนาคตบทบาทของธนาคารจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

สมคิด : จะเป็นเรื่องของระบบ Automation มากขึ้น จะเป็นเรื่องของ Machine Service มากขึ้น และเป็นเรื่องของ Machine intelligent มากขึ้น เพื่อเอามาช่วยในด้านการอำนวยความสะดวก และลดต้นทุน  ไม่เกินสองปีคุณจะเห็นชัดเจนขึ้น แต่สาขายังจำเป็นที่ต้องมีอยู่ หรือบางเรื่องที่ลูกค้าต้องการเจอหน้าคนก็ยังมีอยู่แต่เรื่องของการทำ transaction ที่สาขาจะลดลงแล้วไปอยู่บนมือถือแทน

งบประมาณในการพัฒนาแอปพอจะบอกได้ไหมว่าเท่าไหร่

สมคิด : ตอบยาก แต่เรามีทีมพัฒนาเองดังนั้น สามารถควบคุมได้หลายอย่างทั้งเรื่องการมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้งาน การคุมคุณภาพ และทำเรื่องโครงสร้าง เราคุมเรื่องตรงนี้ได้ค่อนข้างดีแต่ตอบไม่ได้ว่าใช้เงินเท่าไหร่ เพราะเราพัฒนาไม่หยุดยั้ง

อนาคตบทบาทของธนาคารจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

สมคิด : จะเป็นเรื่องของระบบ Automation มากขึ้น จะเป็นเรื่องของ Machine Service มากขึ้น และเป็นเรื่องของ Machine intelligent มากขึ้น เพื่อเอามาช่วยในด้านการอำนวยความสะดวก และลดต้นทุน  ไม่เกินสองปีคุณจะเห็นชัดเจนขึ้น แต่สาขายังจำเป็นที่ต้องมีอยู่ หรือบางเรื่องที่ลูกค้าต้องการเจอหน้าคนก็ยังมีอยู่แต่เรื่องของการทำ transaction ที่สาขาจะลดลงแล้วไปอยู่บนมือถือแทน

อนาคตธนาคารจะมีหน้าที่อะไรเพิ่มอีกบ้าง

สมคิด : บทบาทธนาคารจะทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เป็นตัวเชื่อมต่อหลายๆ เรื่องทั้งการชำระเงิน การจ่ายเงิน ความสามารถในการใช้เงิน ธนาคารยังคงเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมชีวิตเขาให้ดีขึ้น และอีกสองปีการใช้เงินสดจะลดลง

พอจะบอกได้ไหมว่าเราจะเห็นอะไรในอนาคต

สมคิด : อีกสามเดือนมาคุยใหม่ (หัวเราะ)

 

หลังจากนี้ไปเราเชื่อว่าจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในแวดวงธนาคารบ้านเรา และหนึ่งในผู้เล่นที่เคลื่อนไหวทางด้าน FinTech ก็คือ KBank ที่ออกตัวนำไปก่อนหลายช่วงตัวและอย่างนวัตกรรมทางการเงินที่จะออกมาให้บริการหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในการใช้จ่ายเงินสดไปได้แค่ไหน หรืออนาคตเราแทบจะไม่ต้องใช้เงินสดอีกแล้ว เหมือนบางประเทศที่ออกตัวไปก่อนแล้ว ทั้งหมดนี้อีกไม่นานเราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการใช้เงินในสังคมไทยโดยมี KBank เป็นฟันเฟืองการเปลี่ยนแปลงหลัก

[mashshare]

Writer Profile : Sam Ponsan
นักเขียนหนุ่มสุดเท่ที่ชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ ขนาดฝนตกยังยอมขี่รถตากฝนเลยเพราะคิดว่าทำแล้วเท่ งานอดิเรกของเขาคือการไปออกกำลังกายเพราะเชื่อว่าทำแล้วเท่ ปัจจุบันก็ยังชอบทำ Content อะไรเท่ๆ ลงเว็บ Mango Zero ด้วย แหม่...เท่จริงๆ
Blog : Social Media : Facebook, Twitter
View all post
5 วิธีการเปลี่ยนองค์กรให้สนุก สดใส วัยรุ่นชอบ ด้วยแนวคิด 'ทำไม่เหมือนเดิม'

5 วิธีการเปลี่ยนองค์กรให้สนุก สดใส วัยรุ่นชอบ ด้วยแนวคิด 'ทำไม่เหมือนเดิม'

'K PLUS' อัปเกรดใหม่ ให้สินเชื่อผ่านแอป –โอนเงินไปต่างประเทศ และอื่นๆ ปี 2561 เจอกัน!

รีวิวจ่ายเงินผ่าน QR Code ด้วยแอป K PLUS ไม่ต้องพกเงินสดก็เดินสยามได้

ย้อนรอยวิวัฒนาการเครื่องซักผ้าของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : The Future of Mobile Banking อนาคตของธนาคารในไทย กับบทบาทที่เปลี่ยนไป

5 ฟีเจอร์เด็ดบนแอปฯ TMB TOUCH ที่ทำให้เราไปธนาคารน้อยลง

ครั้งแรกของวงการธนาคารไทยเมื่อ KBank ใส่ 'KADE' ปัญญาประดิษฐ์สุดอัจฉริยะใน K PLUS ให้ฉลาดรู้ใจทุกคน

พาชม 7-Eleven 4.0 Flagship Store แห่งแรก ต้นแบบร้านสะดวกซื้อในอนาคต

พาชม 7-Eleven 4.0 Flagship Store แห่งแรก ต้นแบบร้านสะดวกซื้อในอนาคต

เคล็ด(ไม่)ลับ ให้แม่ค้ายุคใหม่! สร้าง QR Code ไว้รับทรัพย์เพิ่มพร้อมจ่ายสะดวก ทำตามได้ง่ายมาก

เตรียมพร้อมรับปี 2020 ชีวิตเราจะเป็นยังไงบ้าง?

วิธีการใช้ TrueMoney Wallet เติมเงินซื้อแอปฯ แบบโคตรง่าย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

แชร์วิธีดู  Live Oscars ฟรี! อยู่ที่ไหนก็ดูได้ผ่านแอป AIS PLAY (ประหนึ่งได้นั่งดูติดขอบเวที)

รู้จักกับโรคมะเร็งที่คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ตัวอย่างคนที่รักษาจนหายปกติ

เรื่องแบบ “แมสๆ” ของโฆษณาแอป K PLUS กับ 'ปั๋ม พัชร' 'เต๋อ นวพล' และ 'หนึ่ง อัศวิน'